ซูซาน คอลลินส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาบอสตัน กล่าวในการประชุมซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐกิจบอสตัน (Boston Economic Club) ในวันพุธ (13 พ.ค.) ว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ลดลง
คอลลินส์กล่าวว่า แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ใช่การคาดการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดของเธอ แต่เธอเล็งเห็นว่าเฟดอาจมีความจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงินในระดับหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่ระดับ 2% อย่างยั่งยืนและทันท่วงที
ประธานเฟดบอสตันกล่าวเสริมว่า แนวโน้มนโยบายการเงินส่วนใหญ่ของเฟดนั้นขึ้นอยู่กับว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อเพียงใด ยิ่งความขัดแย้งดำเนินต่อไปนานเท่าใด ความเสี่ยงก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในด้านเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ คอลลินส์มองว่า จุดยืนของนโยบายการเงินของเฟดอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะที่จะสามารถปรับเปลี่ยนตามแนวโน้มและสมดุลของความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มและความสมดุลของความเสี่ยงเหล่านี้แล้ว เธอเชื่อว่าสิ่งสำคัญคือการที่เฟดต้องรักษาจุดยืนนโยบายการเงินที่เข้มงวดเล็กน้อยในปัจจุบันต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง
ขณะเดียวกัน คอลลินส์เตือนว่า แม้ในกรณีที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยุติลงอย่างรวดเร็ว ก็จะยังคงทิ้งให้ห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วนและอยู่ภายใต้ความกดดันต่อไป และแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะค่อนข้างถูกแยกส่วนออกมา แต่ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อนานเท่าใด โอกาสที่จะเกิดผลกระทบเชิงลบที่รุนแรงมากขึ้นก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
การแสดงความเห็นของคอลลินส์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ฉุดราคาน้ำมันร่วงลงในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันพุธ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสำหรับภาคธุรกิจและผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว และส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันลดน้อยลงด้วย
ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพุธว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 6.0% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2565 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.6% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.3% ในเดือนมี.ค.
ข้อมูลดังกล่าวมีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากกระทรวงฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2566 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.7% หลังจากที่เพิ่ม 3.3% ในเดือนมี.ค.