นักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจจำเป็นต้องเพิ่มการกันสำรองหนี้สูญในระยะใกล้ หลังสงครามอิหร่านสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก
ธนาคารในหลายประเทศ ทั้งออสเตรเลีย สิงคโปร์ และอินเดีย ต่างส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงด้านสินเชื่อมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างการรายงานผลประกอบการไตรมาสแรก โดยระบุว่า ผลกระทบทางอ้อมจากสงครามเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
การเพิ่มขึ้นของการกันสำรองเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคธนาคารยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงเป็นเวลานาน ปัญหาห่วงโซ่อุปทานและการค้า อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงฐานะการเงินของภาคธุรกิจที่เริ่มอ่อนแอลง
แม้ธนาคารส่วนใหญ่ยังมีเงินทุนสำรองแข็งแกร่ง และการตั้งสำรองเพิ่มเติมยังไม่ส่งผลกระทบมากนักในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า หากความปั่นป่วนในตลาดพลังงานยืดเยื้อ ก็อาจนำไปสู่การเกิดหนี้เสียจริง และเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการเงินของธนาคารในอนาคต
แกรี อึ้ง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของนาติซิส ซีไอบี (Natixis CIB) กล่าวว่า ธนาคารในเอเชียจำนวนมากขึ้นเริ่มเพิ่มการกันสำรองและปรับประมาณการความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อสะท้อนผลกระทบจากสงครามอิหร่าน แม้ปัจจุบันจะยังไม่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้างก็ตาม
เขาระบุว่า แม้สงครามจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ ราคาพลังงานก็อาจยังอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบด้านอุปทาน ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยไม่ลดลง และส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ รวมถึงกดดันความต้องการสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม ระดับการกันสำรองหนี้สูญของธนาคารในเอเชียแปซิฟิกยังต่ำกว่าในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อ 5 ปีก่อนอย่างมาก
โฮเซ ตอร์เรส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของอินเตอร์แอคทีฟ โบรเกอร์ส (Interactive Brokers) กล่าวว่า ผลประกอบการของภาคธนาคารในภูมิภาคมีแนวโน้มอ่อนแอลงในไตรมาสหน้า จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่ระดับสูง ค่าเงินที่อ่อนค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้น