สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังเร่งเพิ่มศักยภาพการส่งออกน้ำมันดิบเป็น 2 เท่า ด้วยการลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของอิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตพลังงานโลก
สำนักงานสื่อของ UAE เปิดเผยว่า บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) กำลังเร่งขยายขีดความสามารถของท่าเรือฟูไจราห์ บริเวณอ่าวโอมาน ผ่านการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันเส้นใหม่เชื่อมเข้าสู่ท่าเรือดังกล่าว
แถลงการณ์ระบุว่า UAE ต้องการเร่งก่อสร้างท่อส่งน้ำมันเพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออกน้ำมันดิบเป็น 2 เท่าภายในปี 2570
ปัจจุบัน ADNOC มีท่อส่งน้ำมันจากแหล่งผลิตไปยังท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งรองรับการขนส่งได้ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ยังต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการส่งออกทั้งหมดของบริษัท ตามรายงานของบลูมเบิร์ก
ก่อนหน้านี้ เมื่ออิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซระหว่างความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ท่าเรือฟูไจราห์มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ UAE ยังสามารถส่งออกน้ำมันดิบได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก
ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ปัจจุบันมีเพียง UAE และซาอุดีอาระเบียที่ยังสามารถส่งออกน้ำมันได้ในปริมาณมากผ่านเส้นทางทางเลือก ขณะที่ประเทศอ่าวอาหรับอื่น ๆ เช่น คูเวต อิรัก กาตาร์ และบาห์เรน ยังคงพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมดในการขนส่งน้ำมันออกสู่ตลาดโลก
การเร่งก่อสร้างท่อส่งน้ำมันครั้งนี้ยังเกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลัง UAE ถอนตัวจากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ซึ่งเปิดทางให้ประเทศสามารถกำหนดนโยบายการผลิตและการส่งออกน้ำมันได้อย่างอิสระมากขึ้น
หลังได้รับอิสระดังกล่าว UAE มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตและการส่งออก เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง