นักเศรษฐศาสตร์เตือน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในสิงคโปร์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า หลังต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มทยอยส่งผลต่อราคาสินค้าผู้บริโภค แม้ว่าผลกระทบเต็มรูปแบบยังไม่ปรากฏในตัวเลขเงินเฟ้อปัจจุบันก็ตาม
เมย์แบงก์ อินเวสต์เมนท์ แบงก์ (Maybank Investment Bank) ระบุในรายงานเมื่อวันจันทร์ (25 พ.ค.) ว่า ธุรกิจนอกภาคการขนส่งและสาธารณูปโภคมีแนวโน้มจะเริ่มผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคในระยะข้างหน้า ซึ่งจะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อกระจายตัวในวงกว้างขึ้นทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ
เมย์แบงก์คาดว่า เงินเฟ้อรายเดือนจะเร่งตัวเกินระดับ 2% ในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 พร้อมเสริมว่า ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลงในเดือนเม.ย. น่าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว โดยปัจจัยด้านนโยบายและการบริหารบางส่วนมีส่วนช่วยชะลอการปรับขึ้นของค่าเบี้ยประกันสุขภาพและค่าน้ำ
ทั้งนี้ การส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มเชื้อเพลิงและบริการขนส่งเป็นหลัก ขณะที่ภาคธุรกิจอื่นยังชะลอการปรับขึ้นราคา เนื่องจากมีการแข่งขันที่รุนแรง อุปสงค์ผู้บริโภคที่อ่อนแอ หรือการมีสินค้าคงคลังรองรับอยู่ก่อนแล้ว
เมย์แบงก์ยังคงประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐานและเงินเฟ้อทั่วไปของสิงคโปร์ปี 2569 ไว้ที่ 1.9% และ 1.8% ตามลำดับ
ด้านอาร์เอชบี อินเวสต์เม้นท์ แบงก์ รีเสริช์ (RHB Investment Bank Research) ระบุว่า สิงคโปร์มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากความผันผวนของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
RHB ระบุว่า เงินเฟ้อทั่วไปเดือนเม.ย.อยู่ที่ 1.8% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าคาดการณ์ โดยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มจะเริ่มชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ RHB เสริมว่า ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอาจส่งผ่านแรงกดดันไปยังต้นทุนการขนส่ง สาธารณูปโภค และต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจลุกลามไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้างของผู้บริโภคได้