สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) คงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน+3 ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ไว้ที่ 4.0% ไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขคาดการณ์เมื่อต้นเดือนเม.ย. อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของภูมิภาค เป็น 1.8% จากเดิมที่คาดไว้ 1.4% ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้
การเปิดเผยรายงานทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 (ASEAN+3 Regional Economic Outlook - AREO) ประจำเดือนมิ.ย. 2569 มีขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่เดือนที่ 4 ซึ่งถือว่ายาวนานกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรกว่าจะยุติลงได้ภายในเวลา 2 เดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และค่าขนส่งโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปริมาณการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเริ่มตึงตัวขึ้น นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นสัญญาณการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรม เช่น ฮีเลียม กำมะถัน และปุ๋ย แม้ว่าในภาพรวมจะยังไม่เกิดการหยุดชะงักรุนแรงในตลาดวงกว้างก็ตาม
ตง เหอ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO ระบุในข่าวเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 มิ.ย.) ว่า "การเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน+3 ยังคงมีความยืดหยุ่น โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณความตึงเครียดบางประการเกิดขึ้นแล้ว"
"ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้นกำลังส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อ และเพิ่มแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อต่อไป แรงกดดันเหล่านี้อาจขยายวงกว้างขึ้นและกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคได้"แม้ว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกจะออกมาแข็งแกร่งเกินคาด แต่ผลกระทบที่แท้จริงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่ได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ คาดว่าต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีศุลกากรที่ยังคงดำเนินอยู่ จะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคไม่เท่ากัน โดยกลุ่มประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิและพึ่งพาวัตถุดิบที่ได้รับผลกระทบ จะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายที่รุนแรงกว่า
รายงานยังระบุด้วยว่า ระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่เด่นชัดที่สุดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยกลุ่มประเทศอาเซียน+3 อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) อย่างรุนแรงหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางแย่ลงกว่าเดิม
ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์เลวร้ายที่สุด ในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 125 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2569 และปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานแย่ลงไปอีก อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของอาเซียน+3 ชะลอตัวลงเหลือ 2.5% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงขึ้นเป็น 3.5% ซึ่งหากไม่นับรวมช่วงปีที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตัวเลขดังกล่าวจะถือเป็นอัตราเงินเฟ้อของภูมิภาคที่สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ และเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง
"ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มาตรการตอบสนองเชิงนโยบายจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามผลกระทบที่เปลี่ยนแปลงไป" เหอกล่าวเสริม "การให้ความช่วยเหลือในระยะสั้นควรเป็นไปอย่างตรงจุดและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ขณะที่ความพยายามในระยะยาวควร มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และการบูรณาการความร่วมมือภายในภูมิภาค"
นอกจากตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อรวมทั้งภูมิภาคแล้ว AMRO ยังได้ทบทวนข้อมูลรายประเทศ โดยได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 เป็น 2.1% จากเดิม 1.7% และปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เป็น 2.9% จากเดิม 1.1%
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า AMRO ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของเกือบทุกประเทศจากตัวเลขคาดการณ์เมื่อเดือนเม.ย. ยกเว้นญี่ปุ่น ที่ถูกปรับทบทวนลงเล็กน้อยเป็น 2.3% จาก 2.4% โดยตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อล่าสุดสำหรับปี 2569 ของกลุ่ม ASEAN+3 เป็นรายประเทศ มีดังนี้
ประเทศ GDP (ตัวเลขเดือนเม.ย.) CPI (ตัวเลขเดือนเม.ย.)
ไทย 2.1% (1.7%) 2.9% (1.1%)
บรูไน 2.3% (1.9%) 1.2% (0.9%)
กัมพูชา 4.2% (4.9%) 4.5% (2.9%)
อินโดนีเซีย 5.0% (5.0%) 3.4% (2.8%)
ลาว 4.6% (4.6%) 9.0% (7.8%)
มาเลเซีย 4.6% (4.6%) 2.0% (2.0%)
เมียนมา 2.5% (2.5%) 24.0% (24.0%)
ฟิลิปปินส์ 4.1% (5.3%) 6.0% (3.9%)
สิงคโปร์ 3.4% (3.4%) 2.5% (1.8%)
เวียดนาม 7.2% (7.4%) 4.4% (3.8%)
จีน 4.5% (4.5%) 1.0% (0.6%)
ฮ่องกง 3.4% (2.8%) 2.0% (1.9%)
ญี่ปุ่น 0.6% (0.7%) 2.3% (2.4%)
เกาหลีใต้ 2.4% (1.9%) 2.4% (2.3%)
สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 มีภารกิจในการติดตาม ประเมิน และรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของสมาชิกในภูมิภาค โดย AMRO ได้จัดตั้งขึ้นเป็นบริษัทจำกัดในประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2554 ก่อนได้รับการปรับสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศในปี 2559
สำหรับรายงานทบทวนฉบับต่อไปมีกำหนดเผยแพร่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569