ผลสำรวจของบริษัทวิจัยเอกชนที่จัดทำขึ้นในเดือนมี.ค. จากคำตอบของภาคธุรกิจกว่า 10,312 แห่ง พบว่า การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) กำลังขยายตัวในภาคธุรกิจญี่ปุ่น โดยมีอัตราการใช้งานโดยรวมอยู่ที่ 34.5%
บริษัทขนาดใหญ่เป็นกลุ่มที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้มากที่สุด โดยบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน มีอัตราการใช้งาน Generative AI อยู่ที่ 63.6% ขณะที่บริษัทที่มีพนักงานไม่เกิน 5 คน มีอัตราการใช้งาน 29.6%
บริษัทเทโคคุ ดาต้าแบงก์ (Teikoku Databank) ระบุว่า แม้ Generative AI จะเริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่นในระดับหนึ่งแล้ว แต่ภาพรวมยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้เวลาจะผ่านมากว่า 3 ปีนับตั้งแต่โอเพนเอไอ (OpenAI) เปิดตัว ChatGPT สู่สาธารณชนในเดือนพ.ย. 2565
ในกลุ่มบริษัทที่นำ AI มาใช้งาน การเขียน สรุปเนื้อหา และตรวจทานข้อความ เป็นรูปแบบการใช้งานที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 45.1% รองลงมาคือการค้นหาข้อมูลและการระดมความคิด สะท้อนว่าหลายองค์กรใช้ AI เพื่อสนับสนุนการทำงานมากกว่านำมาใช้ในภารกิจหลักโดยตรง
เกือบ 90% ของบริษัทที่ใช้งาน AI ระบุว่าได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่ผลสำรวจพบว่าบริษัทขนาดเล็กได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากรทำให้ AI สามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มการทำงานได้ในหลายส่วน
อย่างไรก็ตาม การใช้งาน AI ยังมาพร้อมความท้าทาย โดยประมาณ 20% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ช่องว่างด้านความสามารถและประสิทธิภาพการทำงานระหว่างพนักงานที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพกับผู้ที่ไม่สามารถใช้งานได้ เริ่มขยายตัวมากขึ้น นอกจากนี้ บางบริษัทกังวลว่าพนักงานอายุน้อยอาจมีโอกาสพัฒนาทักษะลดลง เนื่องจาก AI เข้ามารับหน้าที่งานพื้นฐานแทน
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องความถูกต้องของข้อมูล โดยผู้ตอบแบบสอบถามราวครึ่งหนึ่งมองว่าเป็นความกังวลหรือความท้าทายสำคัญ ขณะที่มีเพียง 0.4% ของบริษัทที่ระบุว่าห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าวโดยสิ้นเชิง แม้ว่ายังมีบางองค์กรที่เลือกไม่ใช้งานก็ตาม
สึโยชิ คูโบตะ หัวหน้านักวิจัยของเทโคคุ ดาต้าแบงก์ มองว่า ภาคธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ผลลัพธ์จาก AI จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างระบบและกระบวนการที่ช่วยให้ใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น