หุ้นสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ปรับตัวขึ้นอีกราว 6% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดวันจันทร์ (15 มิ.ย.) หลังเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq เป็นวันแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดวอลล์สตรีท
ก่อนหน้านี้ หุ้นสเปซเอ็กซ์ปิดพุ่ง 19.22% ในวันแรกของการซื้อขาย (12 มิ.ย.) แตะ 160.95 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้สเปซเอ็กซ์ผงาดขึ้นเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกันแล้วปัจจุบันบริษัทก็ยังสร้างรายได้ได้น้อยกว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าใกล้เคียงกันอย่างบรอดคอม (Broadcom) และอะเมซอน (Amazon) อยู่มากพอสมควร
แม้บริษัทจะขาดทุนเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 แต่นักลงทุนยังคงให้การตอบรับอย่างคึกคัก ส่งผลให้มูลค่ากิจการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเข้าตลาดหุ้น และจุดกระแสถกเถียงในหมู่นักลงทุนและนักวิเคราะห์เกี่ยวกับความเหมาะสมของมูลค่าบริษัทในปัจจุบัน
การทำ IPO ครั้งนี้ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ FOMO (Fear of Missing Out) หรือ "การที่นักลงทุนกลัวว่าจะตกขบวน" ที่ร้อนแรงที่สุดของปี แม้สเปซเอ็กซ์จะยังไม่มีกำไร
ในปี 2568 ที่ผ่านมา รายได้ของสเปซเอ็กซ์กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 1.867 หมื่นล้านดอลลาร์ จากเดิม 1.402 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า แต่ถึงกระนั้นบริษัทก็ขาดทุนสุทธิถึง 4.94 พันล้านดอลลาร์ จากกำไร 791 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทบางกลุ่มยังคงมองเรื่องการเติบโตของบริษัทด้วยความระมัดระวัง โดยโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ประเมินรายได้ของสเปซเอ็กซ์ในปี 2573 ไว้ว่าจะเกินระดับ 4.7 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่ มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่เกือบ 3.3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งห่างจากที่อีลอน มัสก์ ประเมินไว้มาก