บริษัท ท็อป โกลฟ (Top Glove) ผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดของโลกจากมาเลเซีย รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 (1 มี.ค.-31 พ.ค.) เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า โดยได้แรงหนุนของปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้น และรายได้ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ท็อป โกลฟ ระบุในรายงานที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียเมื่อวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) ว่า กำไรสุทธิในไตรมาสดังกล่าวอยู่ที่ 80.99 ล้านริงกิต (ราว 19.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากระดับ 34.75 ล้านริงกิตในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 31.9% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1.1 พันล้านริงกิต โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 34%
บริษัทระบุว่า ผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นเป็นผลจากการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพของการจัดหาน้ำยางไนไตรล์ (nitrile latex) ซึ่งช่วยให้การผลิตดำเนินไปได้ต่อเนื่องและสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด แม้จะเกิดภาวะชะงักงันด้านอุปทานเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม
นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทยังได้ปัจจัยหนุนจากการปรับราคาขายเฉลี่ยให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และการยกระดับอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงาน ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรให้ปรับตัวดีขึ้น