World Today: สรุปประเด็นน่าติดตามประจำวันที่ 12 กรกฎาคม 2561

ข่าวเศรษฐกิจ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 09:20 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 200 จุดเมื่อคืนนี้ (11 ก.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 2 แสนล้านดอลลาร์เมื่อวานนี้ โดยความวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าวได้ฉุดหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลงอย่างหนัก ซึ่งรวมถึงหุ้นโบอิ้งและแคทเธอร์พิลลาร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ทรุดตัวลงถึง 5% นอกจากนี้ ปัจจัยดังกล่าวยังได้ส่งผลกระทบต่อตลาดโลหะ โดยทองแดง นิกเกิล และสังกะสีต่างปรับตัวลงจากความวิตกกังวลที่ว่า นโยบายกีดกันการค้าจะทำให้อุปสงค์วัตถุดิบลดลง -- การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐและจีนต้องสะดุดลง หลังจากที่รัฐบาลปธน.ทรัมป์ได้ขู่ที่จะยกระดับการทำสงครามการค้า โดยทั้ง 2 ประเทศได้มีการเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการมาแล้วถึง 3 ครั้งตั้งแต่เดือนพ.ค.

--ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังได้ฉุดสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดร่วงลง 5% เมื่อคืนนี้ รวมทั้งรายงานที่ว่าซาอุดิอาระเบียเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนที่แล้ว เพื่อสกัดราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และข่าวลิเบียประกาศเปิดสถานีส่งออกน้ำมันอีกครั้ง

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค. ร่วงลง 3.73 ดอลลาร์ หรือ 5% ปิดที่ 70.38 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นการร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2560 ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.ย. ดิ่งลง 5.46 ดอลลาร์ หรือ 6.9% ปิดที่ 73.40 ดอลลาร์/บาร์เรล

-- ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 ก.ค.) หลังจากทางการสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลที่บ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อนั้น พุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนมิ.ย. ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามแผนในปีนี้

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อคืนนี้ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ดีดตัวขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย.เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% และหากเทียบเป็นรายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 3.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2554 และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.2%

-- ทำเนียบขาวแถลงเมื่อวานนี้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เพิ่มการจ่ายเงินสมทบค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของ NATO สู่ระดับ 4% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายในปัจจุบันนี้ที่ระดับ 2%

การเรียกร้องของปธน.ทรัมป์ดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้วิพากษ์วิจารณ์เยอรมนีและชาติยุโรปอื่นๆที่ได้เอาเปรียบสหรัฐ ด้วยการจ่ายเงินสมทบค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของ NATO น้อยกว่าสหรัฐ

ทั้งนี้ การเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐบาลของปธน.ทรัมป์และสี จิ้นผิง ดูเหมือนจะไม่คืบหน้า และทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังไม่ได้วางแผนที่จะเจรจากันต่อไป ส่งผลให้นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า สงครามการค้าในครั้งนี้อาจไม่มีใครยอมใครง่ายๆ

-- นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน รมว.กลาโหมเยอรมนี ออกมาชี้แจงกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์เยอรมนีต่อการที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียมากเกินไป และการที่เยอรมนีได้สมทบค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมต่อองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ทั้งนี้ นางแมร์เคิลกล่าวว่า เยอรมนีไม่ได้ถูกควบคุมโดยรัสเซีย โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีอิสระด้านการกำหนดนโยบาย และการตัดสินใจ นอกจากนี้ นางแมร์เคิลยังระบุว่า เยอรมนีเป็นประเทศที่ส่งกำลังทหารมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของ NATO โดยได้เข้าร่วมปฏิบัติการกับสหรัฐในอัฟกานิสถาน

อย่างไรก็ดี นางฟอน เดอร์ เลเยนกล่าวยอมรับว่า เยอรมนียังไม่ได้สมทบค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมต่อ NATO ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ เนื่องจากต้องลงทุนจำนวนมากในงบกลาโหมของประเทศ

-- ธนาคารกลางเกาหลีใต้มีมติคงอัตราดอกเบี้ย 1.5% ในการประชุมวันนี้ ซึ่งเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเดือนที่ 8 หลังจากมีสัญญาณบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยผลสำรวจผู้เชี่ยวชาญ 100 คนซึ่งจัดทำโดยสมาคมการลงทุนด้านการเงินของเกาหลีใต้บ่งชี้ว่า 89% ของผู้เชี่ยวชาญที่ตอบรับการสำรวจคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

-- สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุว่า ตัวเลขหนี้ทั่วโลกพุ่งแตะระดับ 247 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

จากจำนวนตัวเลขหนี้ดังกล่าว ตัวเลขหนี้นอกภาคการเงินอยู่ที่ระดับ 186 ล้านล้านดอลลาร์

-- ธนาคารกลางแคนาดาประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.50% เมื่อวานนี้ ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ ขณะส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ธนาคารกลางได้รับ

ทั้งนี้ ธนาคารกลางได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว

-- ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 176 รายแล้วในวานนี้ ขณะที่มีผู้สูญหายจำนวน 80 ราย หลังเกิดน้ำท่วมและดินถล่ม ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน และมีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก

จำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากภาวะฝนตกหนักดังกล่าวทะลุ 100 ราย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนก.ค.2526

-- สำนักข่าว RIA ของรัสเซียรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากทำเนียบเครมลินว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย อาจจัดการประชุมหารือกับประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครอง ผู้นำฝรั่งเศส ในช่วงที่นายมาครองยังคงอยู่ในรัสเซียเพื่อให้กำลังใจทีมชาติฝรั่งเศสในการแข่งขันฟุตบอลโลก

-- บริษัท ทเวนตี้ เฟิร์สต์ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ ของนายรูเพิร์ท เมอร์ดอค เพิ่มวงเงินในการซื้อหุ้นในบริษัทสกาย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายเคเบิลทีวีของยุโรป สู่ระดับ 3.25 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ฟ็อกซ์เสนอเงินซื้อหุ้นสกายในราคา 14 ปอนด์/หุ้น ซึ่งสูงกว่าราคาในข้อเสนอของบริษัทคอมแคสต์ถึง 12% โดยฟ็อกซ์ยื่นข้อเสนอดังกล่าวเพื่อซื้อหุ้นส่วนที่เหลือในบริษัทสกายจำนวน 61% ที่ฟ็อกซ์ยังไม่ได้ถือครอง ซึ่งขณะนี้ฟ็อกซ์ถือหุ้นในสกายจำนวน 39%

-- นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวนเดือนมิ.ย. ของจีน, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย. ของเยอรมนี, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย.ของฝรั่งเศส, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค.ของสหภาพยุโรป และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย.และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ

ส่วนในวันพรุ่งนี้ จีนจะเปิดเผยยอดส่งออก, นำเข้า และดุลการค้าเดือนมิ.ย. ขณะที่ญี่ปุ่นจะเปิดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค. ทางด้านสหรัฐจะเปิดเผยราคานำเข้าและส่งออกเดือนมิ.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ