ข่าวอินโฟเควสท์
01:12 สื่อตีข่าว"สตาร์บัค"เตรียมปลดพนักงานทั่วโลกจำนวน 5%   หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า บริษัทสตาร์บัคเตรียมปลดพนักงานทั่วโลกจำนวน 5% ทั…
00:47 บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลง นักลงทุนส่งคำสั่งซื้อพันธบัตร ขณะตลาดหุ้นผันผวน   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่ความผันผวนใน…
00:33 ตัวแทนเจรจาอังกฤษ-EU เห็นพ้องกันเกี่ยวกับร่างข้อตกลง Brexit แล้ว   เจ้าหน้าที่รายหนึ่งของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวว่า ตัวแทนการเจรจาจากอังกฤษและ EU…
00:20 ราคาทองฟิวเจอร์ย่อตัวลงเล็กน้อย แต่ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์   ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวลงเล็กน้อยในวันนี้ แต่ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่…

มนูชิน มั่นใจตลาดการเงินสหรัฐและตลาดเกิดใหม่ไม่ถูกกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- จันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2561 10:50:27 น.

นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐได้แสดงความเชื่อมั่นว่า การชะลอตัวลงของเศรษกิจจีนจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินสหรัฐ และเชื่อว่าความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนจะไม่ฉุดรั้งการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน

รมว.คลังสหรัฐเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เขาไม่กังวลว่าการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงนั้น จะสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดสหรัฐ และยังไม่พบว่าจะมีความเสี่ยงที่ลุกลามออกไปแต่อย่างใด นอกจากนี้ นายมนูชินยังย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่สหรัฐจะต้องเจรจากับจีนในประเด็นที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง

การแสดงความเห็นของนายมนูชินมีขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ของจีน ขยายตัว 6.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 ที่มีการขยายตัว 6.7%

ส่วนตัวเลข GDP ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัว 6.7% คิดเป็นมูลค่าราว 65.09 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 9.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ทั้งนี้ GDP จีนในไตรมาส 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 ท่ามกลางความวิตกกังวลที่ว่า เศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากสหรัฐได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการจากจีนในอัตราที่สูงขึ้น

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนจะชะลอตัวลงอีก และอาจเป็นปัจจัยที่ขัดขวางความพยายามของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการบรรลุเป้าหมายการสร้าง "สังคมที่เจริญรุ่งเรืองอย่างพอเหมาะพอควร" ด้วยการผลักดัน GDP และรายได้ต่อหัวให้ขยายตัวขึ้นเป็นสองเท่าจากระดับของปี 2553 ภายในปี 2563

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง