World Today: สรุปประเด็นน่าติดตามประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2562

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday May 16, 2019 08:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อห้ามบริษัทของสหรัฐจากการใช้เทคโนโลยีและบริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของบริษัทที่สหรัฐเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่พุ่งเป้าอย่างชัดเจนไปที่บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ของจีน

คำสั่งของปธน.ทรัมป์ซึ่งมีขึ้นในวันพุธตามเวลาสหรัฐนั้น ไม่ได้ระบุถึงประเทศหรือบริษัทใดเป็นพิเศษ แต่สหรัฐได้เรียกร้องประเทศอื่นๆ ไม่ให้ใช้เทคโนโลยีของหัวเว่ยในเครือข่าย 5G เนื่องจากเชื่อว่า อาจเป็นการเปิดโอกาสให้จีนทำการจารกรรมข้อมูล

-- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ ขานรับรายงานข่าวที่ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนที่จะชะลอการเรียกเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าจากยุโรปออกไปอีก 6 เดือน ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้า และยังช่วยสกัดปัจจัยลบจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาของจีนและสหรัฐ

-- รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนที่จะชะลอการเรียกเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าจากยุโรปออกไปอีก 6 เดือน เนื่องจากไม่ต้องการเปิดสงครามการค้ากับยุโรปในช่วงเวลาสหรัฐยังคงมีความขัดแย้งทางการค้ากับจีน

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์มีเวลาจนถึงเที่ยงคืนวันศุกร์นี้ตามเวลาสหรัฐ หรือเวลา 11.00 น.ในวันเสาร์ตามเวลาไทย ในการประกาศขึ้นภาษีต่อรถยนต์นำเข้าจากยุโรป หลังจากที่เขาเคยขู่เมื่อปีที่แล้วว่าจะขึ้นภาษีดังกล่าว สู่ระดับ 20% ซึ่งตามกฎหมายของสหรัฐนั้น รัฐบาลสหรัฐยังคงมีเวลาอีก 180 วันในการทำการตัดสินใจในเรื่องการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ตราบใดที่สหรัฐกำลังเจรจากับทางยุโรป

-- นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ กล่าวว่า เขาอาจเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งในไม่ช้าเพื่อสานต่อการเจรจาการค้ากับจีน

อย่างไรก็ดี นายมนูชินไม่ได้เปิดเผยกำหนดเวลาของการเจรจาดังกล่าว แต่ระบุว่า การเจรจาที่ผ่านมากับเจ้าหน้าที่จีนเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

ทั้งนี้ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนประสบความล้มเหลวในสัปดาห์ที่แล้ว โดยที่ประชุมไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้า ขณะที่สหรัฐได้เพิ่มการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากเดิมที่ระดับ 10% ส่งผลให้จีนทำการตอบโต้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยการเพิ่มการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากเดิมที่ระดับ 10% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิ.ย.

-- กลุ่มผู้บริโภคในสหรัฐได้รวมตัวกันฟ้องร้องบริษัท Bumble Bee, Chicken of the Sea และ StarKist โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้ทำการหลอกลวงผู้บริโภคให้เชื่อว่า ทางบริษัทจับปลาทูน่าด้วยวิธีที่ไม่เป็นอันตรายต่อปลาโลมา

คำฟ้องระบุว่า บริษัททั้ง 3 ใช้วิธีทำการประมงที่เป็นอันตราย หรือทำให้ปลาโลมาเสียชีวิต โดยไม่ได้ใช้วิธีที่ปลอดภัยกว่า และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เช่นที่บริษัท Whole Foods และ Trader Joe's ใช้

บริษัท Lion Capital เป็นเจ้าของ Bumble Bee ขณะที่บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ Chicken of the Sea ส่วนบริษัท Dongwon Industries Co. ของเกาหลีใต้เป็นเจ้าของ StarKist

-- รายงานข่าวระบุว่า จีนมียอดการถือครองพันธบัตรสหรัฐลดลง 1.04 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค.เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านั้น แตะที่ระดับ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลก่อนที่ทั้งสองประเทศกลับมาพิพาทในประเด็นการค้าอีกครั้งในช่วงนี้

ก่อนหน้านี้ นายไกล์ส คีตติง ที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัททอชวูด แคปิตอล กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง หากจีนเลือกใช้วิธียุติการซื้อพันธบัตรสหรัฐ เพื่อตอบโต้ในการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ โดยนายคีตติงกล่าวว่า ที่ผ่านมา เงินทุนจากจีนได้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดต่ำลง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐนับเป็นอัตราอ้างอิงสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ดังนั้น หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้น ก็จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอื่นๆปรับตัวขึ้นตาม ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

-- สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกลดลง 0.2% ในเดือนเม.ย. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่ายอดค้าปลีกจะเพิ่มขึ้น 0.2% โดยก่อนหน้านี้ ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 1.6% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2560 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.9% หลังจากที่ร่วงลง 0.2% ในเดือนก.พ.

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐปรับตัวลงในเดือนเม.ย. เพราะได้รับผลกระทบจากการร่วงลงของการผลิตรถยนต์ และอะไหล่ โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐร่วงลง 0.5% ในเดือนเม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนมี.ค.

สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้น 5.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 800,000 บาร์เรล อย่างไรก็ดี สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งขึ้น 8.6 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว

-- สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในวันนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยเวลา 14.30 น. ตามเวลาไทย

สหรัฐมีกำหนดรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนเม.ย. และดัชนีการผลิตเดือนพ.ค.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย เวลา 19.30 น.


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ