ข่าวอินโฟเควสท์
16:16 Asia Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียประจำวันที่ 21 กันยายน 2562   ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดตลาดวันนี้ร่วงลง เนื่องจา…
16:14 สื่อเผย"หัวเว่ย" มีสนง.ในอิหร่าน เข้าทางสหรัฐกรณีกล่าวหาละเมิดมาตรการคว่ำบาตร   สื่อต่างประเทศได้เปิดเผยเอกสารของศาลที่ว่า ประธานเจ้าหน้าที่ด้า…
16:13 (เพิ่มเติม) ศาลปกครอง ยกคำร้องกลุ่มซีพีขอความเป็นธรรมยื่นข้อเสนออู่ตะเภาเกินเวลา   พล.ร.อ.โสภณ วัฒนมงคล รองผู้บัญชาการทหารเรือ ได้รับมอบหมายจาก…
16:07 "สนธิรัตน์"เปิดรับฟังความเห็นต่างจากแกนนำคปพ. พร้อมยื่นข้อเรียกร้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน   นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ก…
16:05 BOI เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นนลท.ต่างชาติยังมั่นใจศักยภาพประเทศไทยและพร้อมเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง   น.ส.บงกช อนุโรจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสร…

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF เตือนทั่วโลกระมัดระวังการดำเนินนโยบายที่บิดเบือนการค้า

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562 11:11:24 น.

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า ความตึงเครียดด้านการค้าที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดโลกไร้ความสมดุล แต่ปัญหาดังกล่าวกำลังกระทบต่อการลงทุนและการเติบโตของโลก ดังนั้นประเทศต่างๆจึงควรหลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายการค้าที่บิดเบือนจากความเป็นจริง

ปิตา โกปินาธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเรื่องการเปิดเผยรายงาน External Sector Report ซึ่งเป็นการประเมินค่าเงินและดุลการค้าของประเทศเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลกประจำปีว่า "เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระดับทวิภาคีซึ่งเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ยังไม่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของโลกอยู่ในภาวะไร้สมดุล แต่ความไม่สมดุลจากภายนอกที่สะท้อนมาจากนโยบายระดับมหภาคกำลังกระทบต่อการออมและการลงทุน"

โกปินาธได้ย้ำถึงผลกระทบที่เกิดจากข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศต่าง โดยระบุว่า การตัดสินใจขึ้นภาษีในแต่ละครั้งนั้นทำให้ราคาผู้บริโภคต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการเติบโตของโลก ทั้งยังเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่น และสร้างอุปสรรค์ให้กับซัพพลายเซนทั่วโลกอีกด้วย

"ทุกประเทศจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายที่เป็นการบิดเบือนการค้า" โกปินาธกล่าว

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานดังกล่าวของ IMF ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดุลบัญชีเดินสะพัดของโลก ตั้งแต่หลังวิกฤติการเงิน ซึ่งพบว่า การขาดดุลและเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในภาพรวมลดลงอย่างมากจากประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2550 เหลือเพียง 3.5% ในปี 2556 และจากนั้นมาดุลบัญชีเดินสะพัดก็ขยับลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3% ของ GDP ในปี 2561

นอกจากนี้ โกปินาธกล่าวว่า ประเทศที่ต้องเผชิญการขาดดุลการค้าอย่างอังกฤษและสหรัฐ ควรดำเนินนโยบายการเงินที่สนับสนุนการเติบโต ในทางกลับกัน ประเทศที่มียอดเกินดุลอย่างเยอรมนีและเกาหลีใต้ ก็ควรใช้นโยบายการคลังในการส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ตลอดจนสร้างการเติบโตอย่างมีศักยภาพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง