World Today: สรุปประเด็นน่าติดตามประจำวันที่ 22 มกราคม 2563

ข่าวเศรษฐกิจ 22 มกราคม พ.ศ. 2563 09:32 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบ 152.06 จุด หรือ 0.52% เมื่อคืนนี้ หลังจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรกในสหรัฐ โดยข่าวดังกล่าวได้ฉุดหุ้นกลุ่มสายการบินและกลุ่มโรงแรมร่วงลงอย่างหนัก นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกทั้งในปีนี้และปีหน้า

-- ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรกในสหรัฐ โดยผู้ติดเชื้อคนดังกล่าวเป็นชายวัย 30 ปีซึ่งเดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ยของจีน

แถลงการณ์ของ CDC ระบุว่า ชายคนดังกล่าวเป็นพลเมืองสหรัฐซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองซีแอตเทิล ได้เดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นของจีน และกลับมายังสหรัฐเมื่อวันพุธที่ 15 ม.ค. โดยเขาได้ถูกแยกออกจากผู้คน รวมทั้งได้เข้ารับการตรวจร่างกายและการดูแลจากแพทย์ในรัฐวอชิงตันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี CDC เชื่อว่า ความเสี่ยงที่ไวรัสไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะแพร่ระบาดสู่สาธารณชนเป็นวงกว้างในสหรัฐนั้น ยังคงอยู่ในระดับต่ำในเวลานี้

-- องค์การอนามัยโลก (WHO) เตรียมจัดการประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินในวันนี้ที่กรุงเจนีวา เพื่อหารือเกี่ยวกับการสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตและติดเชื้อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี WHO ยังไม่มีการออกประกาศเตือนเกี่ยวกับการเดินทางแต่อย่างใด

นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ยของจีน เปิดเผยในวันนี้ว่า ผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 6 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อไวรัสทั่วประเทศมีจำนวนเกือบ 300 ราย

ขณะเดียวกัน มีการรายงานการติดเชื้อในไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ซึ่งทำให้มีความวิตกกังวลกันว่า การแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ขณะที่ชาวจีนจำนวนมากจะเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีน

ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนระบุว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คน

-- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวานนี้ โดยระบุว่าสหรัฐเสียเปรียบประเทศอื่นซึ่งมีการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ

"ขณะนี้สหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก แต่เราต้องถูกบีบให้แข่งขันกับประเทศซึ่งใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ อย่างไรก็ดี เรายังคงมีตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในหลายด้าน ซึ่งมาจากการทำข้อตกลงทางการค้า และการผ่อนคลายกฎระเบียบ" ปธน.ทรัมป์กล่าว

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ก็ไม่ลืมที่จะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

"เศรษฐกิจสหรัฐดีดตัวขึ้นในช่วงนี้ แม้ว่าเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป และปรับลดช้าเกินไป" เขากล่าว

-- นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า ข้อตกลงการค้าเฟสสองที่สหรัฐจะเจรจากับจีน อาจจะไม่มีการปรับลดอัตราภาษีสินค้าทั้งหมดที่มีการบังคับใช้ในขณะนี้

"เราอาจทำข้อตกลงเฟส 2A ก่อน และยกเลิกการเก็บภาษีบางส่วน โดยเราจะทำเช่นนี้ทีละส่วน" นายมนูชินกล่าวต่อหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล

คำกล่าวของนายมนูชิน สอดคล้องกับที่เขากล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สหรัฐจะปรับลดอัตราภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีนในข้อตกลงการค้าเฟสสอง ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็นหลายรอบ

"เราจะมีการปรับลดอัตราภาษีเพิ่มเติมในข้อตกลงการค้าเฟส 2 โดยข้อตกลงเฟส 2 อาจถูกแบ่งออกเป็น 2A, 2B, 2C ซึ่งเราจะดูกันต่อไป" นายมนูชินกล่าว

-- นายแลร์รี่ คุดโลว์ หัวหน้าที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวอย่างน้อย 3% ในปีนี้

"เศรษฐกิจสหรัฐดีดตัวขึ้นจาก 1.5% สู่ระดับ 2% และต่อมาใกล้แตะ 4% แล้วเฟดก็ทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะนี้สหรัฐขยายตัว 2.5% และผมคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตมากขึ้นสู่ระดับ 3% ในปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากการบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน และการที่เฟดเปลี่ยนแปลงนโยบาย" นายคุดโลว์กล่าว

อย่างไรก็ดี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของสหรัฐในปีนี้ สู่ระดับ 2.0% จากเดิมที่คาดว่าอยู่ในระดับ 2.1%

-- สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานพุ่งขึ้น 208,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 32.9 ล้านตำแหน่งในช่วงเดือนก.ย.-พ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ONS ยังระบุว่า อัตราการจ้างงานพุ่งแตะระดับ 76.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนคนว่างงานลดลง 7,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 1.31 ล้านตำแหน่ง ส่วนอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 3.8% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนพ.ย.2517-ม.ค.2518

-- นายโทมัส ปัก นักวิเคราะห์จากแคปิตัล อิโคโนมิกส์ กล่าวว่า ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งของอังกฤษ จะส่งผลให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ระงับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 30 ม.ค.

นายปักกล่าวว่า ตัวเลขจ้างงานดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานของอังกฤษจะไม่ย่ำแย่ลง และอาจเริ่มฟื้นตัวขึ้น

"คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ระบุว่า ทางคณะกรรมการให้น้ำหนักมากกว่าปกติต่อภาวะตลาดแรงงานในการตัดสินว่าระบบเศรษฐกิจยังประสบภาวะชะงักงันหรือไม่" นายปักกล่าว

"ดังนั้น การดีดตัวของการจ้างงานจะทำให้ MPC มีเหตุผลในการไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 0.75% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมปลายเดือนนี้" เขากล่าว

นายปักยังระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของ MPC คือการเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในวันที่ 24 ม.ค. ซึ่งจะยืนยันภาวะเศรษฐกิจอังกฤษ

-- ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีดีดตัวสู่ระดับ 26.7 ในเดือนม.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 15.0 จากระดับ 10.7 ในเดือนธ.ค.

ดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลบวกจากการที่สหรัฐและจีนสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้า

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -9.5 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -13.5 จากระดับ -19.9 ในเดือนธ.ค.

-- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยว่า ECB และธนาคารกลางอีกหลายแห่ง รวมทั้งสถาบันการเงินทั่วโลกได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อศึกษาการจัดตั้งสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ในประเทศต่างๆ

ทั้งนี้ สมาชิกในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ ECB, ธนาคารกลางแคนาดา, ธนาคารกลางอังกฤษ, ธนาคารกลางญี่ปุ่น, ธนาคารกลางสวีเดน, ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งถือเป็นธนาคารของธนาคารกลาง

แถลงการณ์ของ ECB ระบุว่า กลุ่มดังกล่าวจะทำการประเมินการใช้ CBDC โดยศึกษาในแง่เศรษฐกิจ, ทางเลือกในการออกแบบด้านเทคนิค, ความสามารถในการใช้งานข้ามพรมแดน และการแบ่งปันความรู้ด้านเทคโนโลยี

-- สหรัฐเตรียมเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในวันนี้ ได้แก่ ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนธ.ค.จากเฟดชิคาโก ดัชนีราคาบ้านเดือนพ.ย. และยอดขายบ้านมือสองเดือนธ.ค.

ส่วนในวันพรุ่งนี้ ออสเตรเลียจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากเวสต์แพคและอัตราว่างงานเดือนธ.ค. ญี่ปุ่นจะเปิดเผยดุลการค้าเดือนธ.ค. ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตรียมจัดประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย และสหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนธ.ค.จาก Conference Board รวมถึงสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA)


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ