World Today: สรุปประเด็นน่าติดตามประจำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday February 12, 2020 09:19 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทรงตัวเมื่อคืนนี้ ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq เดินหน้าทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่ 2 หลังจากมีรายงานว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายใหม่ในจีนเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาชื่อดังของจีนได้แสดงความเชื่อมั่นว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจะเบาบางลงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แสดงมุมมองด้านบวกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐ

-- นายโซ่ง หนานชาน ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาของจีนซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วโลกในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือซาร์ส (SARS) ในปี 2546 นั้น ได้แสดงความเห็นว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีนจะแตะระดับสูงสุดในเดือนนี้ ก่อนที่จะทรงตัว และเบาบางลงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ นายโซ่งกล่าวว่า สถานการณ์ในจีนในขณะนี้เริ่มดีขึ้นแล้ว โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้เริ่มลดลง

-- องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศตั้งชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้ชื่อว่า COVID-19 ซึ่งย่อมาจาก "coronavirus disease starting in 2019" หรือโรคไวรัสโคโรนาที่เริ่มต้นในปี 2019

WHO ระบุว่า การตั้งชื่อไวรัสจะหลีกเลี่ยงการอ้างอิงถึงสัตว์, ชนิดของสัตว์, ชื่อคน, วัฒนธรรม, ประชากร, อุตสาหกรรม, อาชีพ หรือสถานที่ตามภูมิศาสตร์ เพื่อไม่ให้สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากการถูกตั้งเป็นชื่อของไวรัส

-- กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 39 รายบนเรือสำราญไดมอนด์ พรินเซส ซึ่งถูกกักกันโรคอยู่ที่เมืองโยโกฮามา ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อบนเรือดังกล่าวรวมเป็น 174 ราย

กระทรวงฯระบุว่า มีการทดสอบการติดเชื้อของผู้โดยสารบนเรือแล้วจำนวนทั้งสิ้น 492 ราย

-- นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศในวันนี้ว่า ญี่ปุ่นจะไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากมณฑลเจ้อเจียงของจีนเดินทางเข้ามาในประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โดยคำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้

อนึ่ง คำสั่งนี้ครอบคลุมถึงผู้ถือหนังสือเดินทางจีนที่ออกโดยมณฑลเจ้อเจียง

ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นได้ประกาศห้ามนักท่องเที่ยวจากมณฑลหูเป่ยเดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา

-- แหล่งข่าวระบุว่า บรรดารัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่มประเทศ G20 จะประชุมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

การประชุมดังกล่าวจะมีขึ้นที่กรุงริยาดห์ ประเทศซาอุดีอาระเบียในวันที่ 22-23 ก.พ. โดยที่ประชุมจะหารือมาตรการยับยั้งความเสี่ยงจากไวรัสโคโรนาที่มีต่อเศรษฐกิจโลก และระบบการเงิน

-- สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวทางการทูตว่า รัฐมนตรีมนตรีต่างประเทศของจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนได้ตัดสินใจจัดการประชุมฉุกเฉินขึ้นที่ประเทศลาวในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือกันในประเด็นเรื่องการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วจีนแผ่นดินใหญ่

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเสนอของจีนที่ต้องการกระชับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อกว่า 40,000 ราย และเสียชีวิตไปแล้วอีกกว่า 1,000 ราย

-- นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรเมื่อคืนนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวปานกลาง และปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนก็ยังคงมีความแข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดแรงงานมีการจ้างงานจำนวนมาก

นอกจากนี้ ความเสี่ยงในช่วงขาลงต่อเศรษฐกิจสหรัฐได้เบาบางลงในช่วงปลายปีที่แล้ว ขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้คลี่คลายลง และการขยายตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศเริ่มส่งสัญญาณการมีเสถียรภาพ ส่วนสภาวะในตลาดการเงินได้ผ่อนคลายลง ขณะที่แนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้าได้ลดน้อยลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี นายพาวเวลเตือนว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีนได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ

แถลงการณ์ระบุว่า เฟดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และผลกระทบที่มีต่อจีน และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

-- นายโรเบิร์ต โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ เปิดเผยว่า จีนอาจสั่งซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐภายใต้ข้อตกลงการค้าเฟสแรกน้อยกว่าที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดการณ์ไว้ เนื่องจากจีนกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นายโอไบรอันกล่าวว่า โรคระบาดอาจส่งผลกระทบต่อจำนวนการสั่งซื้อของจีน อย่างน้อยในปีการตลาดนี้

-- นายแอนดรูว์ หยาง ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปีนี้ ได้ประกาศถอนตัวออกจากการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว หลังจากเขามีคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งในการเลือกตั้งเบื้องต้นแบบคอคัสในรัฐไอโอวา และการเลือกตั้งเบื้องต้นแบบไพรมารีในรัฐนิวแฮมเชียร์

นายหยางเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับแผนการถอนตัวดังกล่าว ก่อนที่จะมีการปิดคูหาเลือกตั้งเบื้องต้นแบบไพรมารีในรัฐนิวแฮมเชียร์เมื่อวานนี้

ทั้งนี้ นายหยางได้ลงสมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต และเป็นเจ้าของนโยบาย "Freedom Dividend" อันโด่งดัง จนทำให้เขาได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว โดยนโยบายดังกล่าวจะผลักดันให้ชาวอเมริกันที่มีอายุเกิน 18 ปี มีรายได้พื้นฐาน 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน

-- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่า ตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนของสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการเงิน

ทั้งนี้ หนี้ภาคครัวเรือนของสหรัฐพุ่งขึ้น 6.01 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เหนือระดับ 14 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก

ครั้งล่าสุดที่หนี้ภาคครัวเรือนของสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์เกิดขึ้นในปี 2550 ซึ่งในขณะนั้น หนี้ภาคครัวเรือนพุ่งขึ้นมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

เฟดระบุว่า หนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งขึ้นในปีที่แล้ว มีสาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งปรับตัวขึ้น 4.33 แสนล้านดอลลาร์ และเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550

-- สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ดิ่งลง 8% สู่ระดับ 6.4 ล้านตำแหน่งในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2560 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.9 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 6.8 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ย.

ส่วนอัตราการเปิดรับสมัครงานลดลงสู่ระดับ 4.0% จากระดับ 4.3% ในเดือนพ.ย.

ตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.9 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 5.8 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ย. ขณะที่อัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.9% จากระดับ 3.8% ในเดือนพ.ย.

ส่วนตัวเลขการลาออกจากงานโดยสมัครใจอยู่ที่ระดับ 3.5 ล้านตำแหน่ง ขณะที่อัตราการลาออกทรงตัวที่ระดับ 2.3%

-- สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษเติบโต 0% หรือไม่มีการขยายตัว ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจอังกฤษมีการขยายตัว 1.1% ในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2561

ONS เปิดเผยว่า การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนต่ำสุดในรอบ 4 ปีในไตรมาส 4 ส่วนภาคก่อสร้างและภาคบริการมีการขยายตัว แต่ภาคการผลิตปรับตัวซบเซา

ONS ยังระบุว่า เศรษฐกิจอังกฤษมีการขยายตัว 0.3% ในเดือนธ.ค. หลังจากหดตัวในเดือนพ.ย.

-- สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญวันนี้ อียูจะเปิดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. และสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์

ส่วนในวันพรุ่งนี้ จีนเตรียมเปิดเผยยอดขายรถเดือนม.ค. และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เดือนม.ค. ขณะที่เยอรมนีเตรียมเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค. ด้านสหรัฐเตรียมเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ