World Today: สรุปประเด็นน่าติดตามประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563

ข่าวเศรษฐกิจ Friday February 21, 2020 09:09 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบ 128.05 จุด หรือ 0.44% เมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่กำลังแพร่ระบาดทั่วโลกในขณะนี้ โดยล่าสุดเกาหลีใต้ยืนยันพบผู้เสียชีวิตรายแรก และญี่ปุ่นรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย อันเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ขณะที่การซื้อขายในตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้น่าจะไร้ทิศทางเนื่องด้วยปัจจัยเดียวกัน

-- สำนักงานสาธารสุขเขตเหนือของออสเตรเลียเปิดเผยว่า พบชาวออสเตรเลีย 2 คนที่อพยพมาจากเรือสำราญไดมอนด์ พรินเซส ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้อนุญาตให้ผู้โดยสารบนเรือไดมอนด์ พรินเซสซึ่งจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือโยโกฮามาเป็นเวลา 14 วัน เดินทางออกจากเรือได้แล้ว แม้หลายประเทศแสดงความกังวลว่า ญี่ปุ่นไม่ได้พยายามมากพอในการป้องกันการแพร่ระบาดจากเรือสำราญลำดังกล่าว

-- ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ยืนยันในวันนี้ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เพิ่มอีก 52 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในเกาหลีใต้ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 156 ราย

รายงานระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-ล่าสุดในเกาหลีใต้นี้ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่เหล่านี้ ส่วนใหญ่ได้เดินทางไปเข้าร่วมพิธีทางศาสนาในโบสถ์ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแดกู ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้

-- คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) แถลงวันนี้ว่า ณ วันพฤหัสบดีที่ 20 ก.พ. มีผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในจีน เพิ่มขึ้นอีก 118 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตทั่วประเทศจีน เพิ่มขึ้นเป็น 2,236 ราย ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นอีก 889 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 75,465 ราย

-- สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ธนาคารเอ็มยูเอฟจี ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ของญี่ปุ่น มีแผนที่จะลงทุนในบริษัทแกร็บ ผู้ให้บริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน ในวงเงินกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทางธนาคารมีแผนที่จะนำเสนอบริการประกันภัยและเงินกู้แก่ผู้ใช้งานแกร็บ

-- มอร์แกน สแตนลีย์ แถลงว่า ทางบริษัทจะเข้าซื้อกิจการ E*Trade Financial Corp ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นออนไลน์รายใหญ่ โดยจะเป็นการทำข้อตกลงวงเงิน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดของธนาคารในย่านวอลล์สตรีท นับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤตการเงิน

ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยหนุนธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของมอร์แกน สแตนลีย์ เพื่อชดเชยธุรกิจวาณิชธนกิจที่อ่อนแอ

-- ซิตี้กรุ๊ปประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ราคาทองในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า สู่ระดับ 1,700 ดอลลาร์/ออนซ์

นอกจากนี้ ซิตี้กรุ๊ปยังคาดว่าราคาทองจะพุ่งสูงกว่าระดับ 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้า

ซิตี้กรุ๊ประบุว่า ปัจจัยหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย.

-- L Brands ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Victoria’s Secret เปิดเผยว่า Sycamore Partners ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะเข้าซื้อหุ้น 55% ใน Victoria’s Secret ในข้อตกลงวงเงิน 1.1 พันล้านดอลลาร์

L Brands ระบุว่า นายเลสลี่ เว็กซ์เนอร์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัท จะลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานบริษัท แต่จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทต่อไป

ทั้งนี้ นายเว็กซ์เนอร์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อยอดขายที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องของ Victoria’s Secret และการที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ ซึ่งถูกทางการสหรัฐดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์ในธุรกิจทางเพศ ซึ่งต่อมานายเอปสไตน์ได้ฆ่าตัวตายระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำรัฐนิวยอร์ก

-- นายเกิง ชวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวชี้แจงกรณีมีข่าวลือแพร่ตามสื่อว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาจเกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธชีวภาพของจีน และอาจหลุดจากห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งของโครงการดังกล่าว

นายเกิงกล่าวว่า นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าไวรัสโควิด-19 เกิดจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ หรือเกิดจากโครงการอาวุธชีวภาพ

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เชื่อว่าข่าวลือที่ว่าไวรัสโควิด-19 เกิดจากโครงการอาวุธชีวภาพของจีน หรืออาจหลุดจากห้องปฏิบัติการ เป็นข่าวลือที่ไม่มีการสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์

-- สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 4,000 ราย สู่ระดับ 210,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 3,250 ราย สู่ระดับ 209,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว

Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ปรับตัวขึ้น 0.8% สู่ระดับ 112.1 ในเดือนม.ค. หลังจากลดลง 0.3% ในเดือนธ.ค. โดยได้รับแรงหนุนจากการลดลงของตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และการเพิ่มขึ้นของการอนุญาตสร้างบ้าน ขณะที่ผู้บริโภคมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อเศรษฐกิจ

-- สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญวันนี้ มาร์กิตเตรียมรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI) ภาคการผลิต-บริการขั้นต้นเดือนก.พ. ของฝรั่งเศส เวลา 15.15 น. ตามเวลาไทย ต่อด้วยของเยอรมนี เวลา 15.30 น. ของยูโรโซน เวลา 16.00 น. และของสหรัฐ เวลา 21.45 น.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ