สื่อรายงานว่า ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐ เช่น เอ็กซอนโมบิล, เชฟรอน และโคโนโคฟิลิปส์ มีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในวันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา และแนวทางที่บริษัทสหรัฐอาจเข้ามีส่วนร่วม
เวเนซุเอลา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก โดยมีแหล่งน้ำมันดิบสำรองราว 3 แสนล้านบาร์เรล หรือราว 17% ของปริมาณสำรองทั่วโลก
เวเนซุเอลาเคยผลิตน้ำมันได้สูงสุดราว 3.5 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แต่หลังจากนั้นกำลังการผลิตได้ลดลงอย่างมาก โดยปัจจุบันผลิตน้ำมันได้เพียง 800,000 บาร์เรล/วัน
เชฟรอนเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่เพียงรายเดียวของสหรัฐที่ยังคงดำเนินงานอยู่ในเวเนซุเอลา และมีการส่งออกน้ำมันราว 140,000 บาร์เรล/วัน ณ สิ้นไตรมาส 4 ของปี 2568
การประชุมที่ทำเนียบขาวในวันพรุ่งนี้มีเป้าหมายเพื่อชี้แจงให้ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันทราบถึงแผนการของรัฐบาลสหรัฐต่อภาคพลังงานของเวเนซุเอลา โอกาสในการลงทุน การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่บริษัทน้ำมันต้องการก่อนตัดสินใจทุ่มเงินลงทุน
ทั้งนี้ มีรายงานว่า บริษัทน้ำมันต้องการหลักประกันด้านกฎหมายและการเงิน ได้แก่ เสถียรภาพในระยะยาว และการคุ้มครองเงินลงทุน ก่อนที่จะให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในเวเนซุเอลา ซึ่งอาจใช้เงินลงทุนสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีความเสี่ยงและความซับซ้อนที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ
ปธน.ทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐอาจเข้ากำกับดูแลเวเนซุเอลา และควบคุมรายได้จากการขายน้ำมันเป็นเวลาหลายปี ขณะที่สหรัฐจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลา
ผู้นำสหรัฐ เปิดเผยว่า เวเนซุเอลาจะส่งมอบน้ำมันให้แก่สหรัฐจำนวน 30-50 ล้านบาร์เรล โดยน้ำมันดังกล่าวจะถูกนำออกจำหน่ายในราคาตลาด และรายได้ที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งในเวเนซุเอลาและสหรัฐ
แหล่งข่าวระบุว่า น้ำมันจำนวน 50 ล้านบาร์เรลดังกล่าวเป็นเพียงล็อตแรกเท่านั้น และการขายน้ำมันจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อเวเนซุเอลาจะถูกยกเลิกหรือผ่อนคลายลง