ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเผชิญกับช่วงต้นฤดูร้อนที่ร้อนกว่าปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น และสร้างภาระหนักให้กับโครงข่ายไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้อุปทานพลังงานในภูมิภาคเผชิญภาวะตึงตัว
ศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASMC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มสภาพอากาศตามฤดูกาลฉบับล่าสุดว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ทั้งในส่วนที่เป็นหมู่เกาะและภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 500 ล้านคน จะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม
การคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับอิหร่าน กำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับการขนส่งและการผลิตพลังงานทั่วตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น โดยภาวะชะงักงันที่ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปจนถึงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึงระดับร้อนจัด
จากการคาดการณ์ของ ASMC สำหรับช่วงระยะเวลาสามเดือนดังกล่าวพบว่า มีโอกาส 80%-100% ที่อุณหภูมิจะสูงกว่าปกติทั่วอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยคาดว่าความร้อนที่ผิดฤดูกาลจะเริ่มขึ้นในสองประเทศนี้ก่อน จากนั้นคาดว่าจะขยายตัวไปยังพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอีกสองเดือนถัดมา นอกจากนี้ คาดว่าพื้นที่เป็นวงกว้างของไทยและเวียดนามตอนเหนือ จะเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัดเช่นกัน
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเพียงพื้นที่เล็ก ๆ บางส่วนในภูมิภาค ได้แก่ เวียดนามตะวันออกเฉียงใต้ กัมพูชา และบางส่วนของฟิลิปปินส์ จะมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับระดับปกติ
ผู้นำเข้าก๊าซในพื้นที่บางส่วนของกลุ่มประเทศอาเซียนเริ่มหันเข้าสู่ตลาดสปอต เพื่อซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หลังจากที่กาตาร์ซึ่งเป็นผู้จัดหา LNG รายใหญ่ได้ระงับการดำเนินงานของโรงงานส่งออกที่ใหญ่ที่สุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อันเนื่องมาจากสงคราม
ราคาก๊าซในตลาด Spot เอเชียพุ่งขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและยังคงอยู่ในระดับสูง โดยผู้ซื้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะต้องแข่งขันกับผู้ซื้อรายอื่น ๆ ในเอเชียและยุโรปเพื่อแย่งชิงก๊าซที่มีปริมาณจำกัด
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันนี้ หลังจากมีรายงานว่าผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางต่างปรับลดกำลังการผลิต เนื่องจากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญของโลก ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติลง
ล่าสุดมีรายงานว่า สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่าน ประกาศเลือก โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สหรัฐฯ ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน พร้อมกับขู่ว่า "หากเขาไม่ได้รับการอนุมัติจากเรา เขาจะอยู่ได้ไม่นานนัก"