ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยวันนี้ (12 มี.ค.) ว่า การตัดสินใจระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั่วโลกจำนวน 400 ล้านบาร์เรล ได้ส่งผลอย่างมากต่อตลาดพลังงานแล้วในขณะนี้ ซึ่งตลาดกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่วิกฤตอย่างยิ่ง ภายหลังจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
บิโรลกล่าวในการแถลงข่าวที่เมืองอิสตันบูลว่า การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดน้ำมัน อย่างไรก็ดี เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับอัตราการระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองรายวัน
ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มี.ค.) IEA ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ ได้เสนอให้มีการระบายน้ำมันจำนวน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั่วโลก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงตลาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
"เราเริ่มเห็นผลชัดเจนจากความเคลื่อนไหวในครั้งนี้แล้ว" บิโรลกล่าว พร้อมระบุว่าการตัดสินใจของ IEA ถือเป็น "ความเคลื่อนไหวที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง"
บิโรลระบุเพิ่มเติมว่า ตลาดพลังงานทั่วโลกกำลังผ่านช่วงเวลาที่วิกฤตอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ได้ก่อให้เกิดภาวะชะงักงันอย่างร้ายแรงต่อตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก ซึ่งการตัดสินใจระบายน้ำมันครั้งนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตดังกล่าวโดยตรง
ทางด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า การตัดสินใจของ IEA จะช่วยลดราคาน้ำมันลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลเตหะรานได้ออกมาเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะยานไปแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากลงมือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในน่านน้ำอิรักและเรือลำอื่น ๆ ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก