รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้อนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันของรัสเซียที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเลเป็นการชั่วคราว เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงาน
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการระยะสั้นที่กำหนดขอบเขตอย่างจำกัด ซึ่งใช้เฉพาะกับน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งแล้วเท่านั้น
"ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นชั่วคราวในขณะนี้ เป็นเพียงความปั่นป่วนระยะสั้นและชั่วคราว ซึ่งในระยะยาวจะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลต่อประเทศและเศรษฐกิจของเรา" เบสเซนต์กล่าวเบสเซนต์ยังกล่าวด้วยว่า มาตรการชั่วคราวนี้จะไม่สร้างประโยชน์ทางการเงินที่มีนัยสำคัญต่อรัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียมีรายได้ด้านพลังงานส่วนใหญ่จากภาษีที่เรียกเก็บ ณ จุดที่มีการขุดเจาะ
คำประกาศบนเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การยกเว้นนี้จะครอบคลุมผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบของรัสเซียที่บรรทุกลงเรือในเวลาหรือก่อนเวลา 00.01 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก และอนุญาตให้ทำการซื้อขายได้จนถึงวันที่ 11 เม.ย. เวลา 00.01 น.
ข้อมูลจาก CNBC ระบุว่า ณ วันที่ 12 มี.ค. มีน้ำมันที่มีต้นกำเนิดจากรัสเซียประมาณ 124 ล้านบาร์เรล อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเลใน 30 จุดทั่วโลก ซึ่งปริมาณดังกล่าวเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 5-6 วัน
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 9.22% ปิดที่ระดับ 100.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2565 หลังจาก โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 และสหภาพยุโรป (EU) ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซียเพื่อตอบโต้การบุกยูเครนในปี 2565 โดยมีการกำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซียไว้ที่ 44.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ EU ยังให้คำมั่นที่จะลดการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดจากรัสเซียให้เป็นศูนย์ภายในสิ้นปี 2570