หลายประเทศในเอเชียออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบอุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของน้ำมันที่มุ่งหน้าสู่ภูมิภาค
มาตรการของแต่ละประเทศมีความหลากหลาย ตั้งแต่การจำกัดการใช้น้ำมันไปจนถึงการปรับรูปแบบการทำงานและพฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชน เพื่อลดความต้องการใช้น้ำมันในช่วงที่อุปทานตึงตัว โดยมีตัวอย่างดังนี้
ศรีลังกา ประกาศให้วันพุธเป็นวันหยุดสำหรับหน่วยงานภาครัฐ โรงเรียน และมหาวิทยาลัย ส่งผลให้เหลือการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ พร้อมนำระบบ National Fuel Pass กลับมาใช้เพื่อจำกัดการซื้อน้ำมัน โดยกำหนดเพดาน 15 ลิตรสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล และ 5 ลิตรสำหรับรถจักรยานยนต์
บังกลาเทศ เลื่อนวันหยุดมหาวิทยาลัยในช่วงเดือนรอมฎอนให้เร็วขึ้น และใช้มาตรการตัดไฟเป็นช่วง ๆ ทั่วประเทศเพื่อประหยัดพลังงาน ควบคู่กับการจำกัดการใช้น้ำมัน การจำหน่ายน้ำมันดีเซล และการปิดสถาบันการศึกษาบางแห่ง
ฟิลิปปินส์ ออกมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานรัฐ โดยจำกัดการใช้เครื่องปรับอากาศ (กำหนดอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 24 องศาเซลเซียส) ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน พร้อมตั้งเป้าลดการใช้เชื้อเพลิงอย่างน้อย 10%
เวียดนาม รณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันมาใช้จักรยาน ระบบขนส่งสาธารณะ และการเดินทางร่วมกัน เพื่อลดความต้องการใช้น้ำมัน
เมียนมา จำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยให้วิ่งสลับวันตามเลขทะเบียน เพื่อลดการใช้น้ำมันและบรรเทาความตึงตัวของอุปทาน
ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลรณรงค์ขอความร่วมมือประชาชนลดการใช้พลังงาน เช่น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกเนกไท ลดการใช้ลิฟต์ ใช้กระดาษเท่าที่จำเป็น ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานจากที่บ้านตามความเหมาะสม เป็นต้น
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้เพิ่มแรงกดดันให้หลายประเทศต้องเร่งดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง โดยเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความเปราะบางสูง เนื่องจากเกือบ 90% ของน้ำมันและก๊าซที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีปลายทางอยู่ในภูมิภาค