ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) หลังมีรายงานว่าอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณท่าเรือดูไบ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย
สัญญาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 3.4% แตะระดับ 106.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ เวลา 06.54 น. ตามเวลาไทย
รายงานจากสื่อคูเวตระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จอดทอดสมออยู่ในท่าเรือดูไบถูกโจมตี ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายและเกิดเพลิงไหม้ โดยเรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันเต็มลำในขณะเกิดเหตุ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่อิหร่านโจมตีเป้าหมายในคูเวตและซาอุดีอาระเบียเมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีกรุงเตหะราน ส่งผลให้สถานการณ์สู้รบยิ่งยืดเยื้อ และลดโอกาสในการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันว่าไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับท่าทีของฝั่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการเจรจามีความคืบหน้า
มีรายงานว่าสหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหารหลายพันนายเข้าสู่ตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงย้ำคำขู่ที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของอิหร่าน
นอกจากนี้ ทรัมป์ได้กำหนดเส้นตายในช่วงต้นเดือนเม.ย. ให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงหยุดยิง มิฉะนั้นจะเผชิญกับการโจมตีเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ
ในด้านความพยายามทางการทูต ปากีสถานเสนอเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาหยุดยิงระดับภูมิภาคที่กรุงอิสลามาบัด
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งยังขยายวง หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนเข้าร่วมโจมตีอิสราเอลในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มความเสี่ยงของการเปิดแนวรบใหม่ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีศักยภาพในการโจมตีเรือที่แล่นผ่านทะเลแดง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้การขนส่งทางเรือเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของโลกเป็นส่วนใหญ่