ธนาคารเจพีมอร์แกน (JPMorgan) เปิดเผยรายงานล่าสุดในวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์/บาร์เรลในระยะเวลาอันใกล้นี้ และมีความเสี่ยงที่จะพุ่งขึ้นทะลุระดับ 150 ดอลลาร์ หากการไหลเวียนของอุปทานน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงชะงักงันไปจนถึงกลางเดือนพ.ค.
เจพีมอร์แกนได้ตั้งข้อสันนิษฐานสำหรับสถานการณ์พื้นฐานว่า ในที่สุดแล้วภาวะชะงักงันในช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา หลังจากผ่านช่วงเวลาที่อุปทานน้ำมันอยู่ในภาวะตึงตัวและมีการระบายน้ำมันสำรองออกมาใช้
ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว คาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงเคลื่อนไหวที่ระดับสูงเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลตลอดไตรมาส 2/2569 จากนั้นคาดว่าราคาน้ำมันจะย่อตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยได้แรงหนุนจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานบางส่วน และสต็อกน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
เจพีมอร์แกนเตือนว่า ขนาดและระยะเวลาของการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความรุนแรงของภาวะช็อกด้านเศรษฐกิจมหภาคในวงกว้าง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่อุปสงค์จะซบเซาลง และอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
ราคาน้ำมัน WTI ทะยานขึ้นกว่า 11% และราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 7% ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กในวันพฤหัสบดี หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีอิหร่าน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ
ปธน.ทรัมป์แถลงต่อชาวอเมริกันเพื่อให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำสงครามอิหร่าน ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย โดยกล่าวว่า เขาคาดการณ์ว่าสงครามจะดำเนินต่อไปอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่ก็ถือว่าสงครามใกล้จะสิ้นสุดแล้ว
อย่างไรก็ดี ก่อนจบการแถลง ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ จะใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน "อย่างหนักหน่วง" ในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
"เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วงในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า เราจะทำให้พวกเขากลับไปสู่ยุคหิน ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาควรอยู่" ทรัมป์กล่าว พร้อมกับเสริมว่า หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน "เราจะโจมตีโรงไฟฟ้าทุกแห่งของพวกเขาอย่างรุนแรง และอาจจะโจมตีพร้อมกันทั้งหมด"