สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันจันทร์ (4 พ.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและหนุนสกุลเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้นด้วย ซึ่งการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 111.20 ดอลลาร์ หรือ 2.39% ปิดที่ 4,533.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อิหร่านโจมตีเรือหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ และใช้โดรนโจมตีเขตอุตสาหกรรมน้ำมันเมืองฟูไจราห์ของ UAE จนเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการใช้กองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายใต้ปฏิบัติการ Project Freedom ได้กระตุ้นให้เกิดการยกระดับความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงกับอิหร่านเมื่อ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สถานการณ์ตึงเครียดล่าสุดส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 5% และทำให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าเนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ทั้งนี้ การแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้สัญญาทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีราคาที่ไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น ๆ
ส่วนการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง และอาจทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ รวมถึงเฟด คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น หรืออาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก ซึ่งรวมถึง Barclays ต่างก็คาดการณ์ว่า เฟดจะไม่มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ หลังจากคณะกรรมการเฟดมีมติ 8 ต่อ 4 ให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 เม.ย. โดยกรรมการเฟดจำนวน 8 รายเห็นด้วยกับการคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ 4 รายไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ ส่งผลให้การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่มีเสียงแตกมากที่สุดในรอบ 30 ปี ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง