สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงต่ำกว่าระดับ 6.3 ดอลลาร์ต่อปอนด์ในวันพุธ (10 มิ.ย.) โดยลดช่วงบวกที่ทำไว้ในช่วงต้นสัปดาห์ทั้งหมด เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนถูกกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบเชิงลบต่อแนวโน้มความต้องการใช้โลหะอุตสาหกรรมในระยะนี้
ทั้งนี้ สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 5.50 เซนต์ หรือ -0.87% ปิดที่ 6.2670 ดอลลาร์/ปอนด์
ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันหลังจากกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางทหารระลอกใหม่ในอิหร่านเพื่อ "ป้องกันตนเอง" ในการตอบโต้อิหร่านที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ยิงเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐฯ ตกเมื่อช่วงต้นสัปดาห์
เหตุการณ์ดังกล่าวบ่อนทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค พร้อมกระตุ้นให้เกิดความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพ.ค. พุ่งขึ้น 4.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเมื่อรวมกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งเกินคาดในสัปดาห์ก่อน ยิ่งตอกย้ำกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ (11 มิ.ย.) อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม เจฟฟรีส์ (Jefferies) บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินระดับโลกคาดการณ์ว่า ราคาทองแดงจะทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยชี้ว่าตลาดทองแดงทั่วโลกจะเผชิญกับภาวะอุปทานขาดดุลเฉลี่ยสูงถึง 491,000 ตันต่อปีไปจนถึงปี 2573 ประกอบกับการฟื้นตัวของกำลังการผลิตที่เหมืองกราสเบิร์ก (Grasberg) เป็นไปอย่างล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้