ภาวะการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT ในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) สัญญาถั่วเหลืองปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2567 จากแรงซื้อของนักเก็งกำไรและกองทุน หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ
ทั้งนี้ สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 2.25 เซนต์ หรือ +0.49% ปิดที่ 4.6250 ดอลลาร์/บุชเชล, สัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 3.75 เซนต์ หรือ +0.63% ปิดที่ 5.9850 ดอลลาร์/บุชเชล, สัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 13.25 เซนต์ หรือ +1.09% ปิดที่ 12.2725 ดอลลาร์/บุชเชล
สัญญาข้าวสาลีและข้าวโพดปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่แข็งแกร่งได้ช่วยชดเชยปัจจัยกดดันจากภาวะอุปทานธัญพืชโลกที่ยังคงมีอยู่มาก
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นราว 9% ในวันพฤหัสบดี หลังอิหร่านเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและระบบขนส่งในตะวันออกกลาง ขณะที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญยังคงถูกปิดกั้น
ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นสามารถหนุนราคาสัญญาธัญพืช เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ อีกทั้งข้าวโพดและน้ำมันถั่วเหลืองยังถูกนำไปใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
นอกจากนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ -อิสราเอลกับอิหร่านยังทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยและดีเซล ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าการผลิตธัญพืชอาจลดลง
สัญญาซื้อขายล่วงหน้ายังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศกฎเกณฑ์ขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อกำหนดการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความต้องการธัญพืชมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาความต้องการถั่วเหลืองของจีนจากสหรัฐฯ ก่อนการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนนี้
อย่างไรก็ดี ความต้องการส่งออกถั่วเหลืองของสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับต่ำตามฤดูกาล เนื่องจากมีถั่วเหลืองที่เพิ่งเก็บเกี่ยวจากบราซิลซึ่งมีราคาถูกกว่าเข้าสู่ตลาด โดยยอดขายสุทธิถั่วเหลืองของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่แล้วเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นฤดูกาลยังต่ำกว่าปีก่อนเกือบ 19%