ภาวะการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT ในวันจันทร์ (23 มี.ค.) สัญญาถั่วเหลืองแกว่งตัวทั้งในแดนบวกและลบก่อนจะปิดบวกเล็กน้อย ขณะที่สัญญาธัญพืชอื่น ๆ ปิดลบ หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศชะลอแผนโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน ซึ่งสร้างความปั่นป่วนไปทั่วตลาดการเงิน
ทั้งนี้ สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนพ.ค. ลดลง 6.00 เซนต์ หรือ -1.29% ปิดที่ 4.5950 ดอลลาร์/บุชเชล, สัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือนพ.ค. ลดลง 7.50 เซนต์ หรือ -1.26% ปิดที่ 5.8775 ดอลลาร์/บุชเชล และสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 2.25 เซนต์ หรือ +0.19% ปิดที่ 11.6350 ดอลลาร์/บุชเชล
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดมาจากการที่ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้าเชิงบวก ทำให้นักลงทุนมองเห็นสัญญาณการคลี่คลายของสงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล กับฝ่ายอิหร่าน ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 สัปดาห์และบั่นทอนความมั่นคงด้านอุปทานพลังงานโลก ข่าวนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงทันที
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันและธัญพืชสามารถฟื้นตัวกลับมาได้บ้าง หลังจากรัฐบาลเตหะรานออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เจรจากับวอชิงตัน ซึ่งแรนดี เพลซ นักวิเคราะห์จาก Hightower Report ชี้ว่า นักลงทุนในตลาดยังไม่ปักใจเชื่อว่าสงครามครั้งนี้จะยุติลงในเร็ววัน
โดยปกติแล้ว ความเคลื่อนไหวของราคาธัญพืชจะมีความเชื่อมโยงกับทิศทางน้ำมันดิบ เนื่องจากข้าวโพดและน้ำมันถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ อีกทั้งในช่วงวิกฤตความขัดแย้ง นักลงทุนมักเข้าซื้อสินค้าเกษตรเหล่านี้เพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ การร่วงลงของราคาน้ำมันจึงกลายเป็นปัจจัยกดดันราคาข้าวโพด และจำกัดเพดานการปรับขึ้นของราคาถั่วเหลือง
อย่างไรก็ดี ข้าวโพดไม่ได้ปรับตัวลงลึกมากนัก เพราะยังมีปัจจัยพยุงราคาจากความต้องการส่งออกที่แข็งแกร่ง และส่วนต่างกำไรจากการผลิตเอทานอลที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ทางด้านข้าวสาลี การชะลอโจมตีอิหร่านได้ช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องภาวะขาดแคลนอาหารในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือลง ซึ่งเพลซระบุว่า ทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไรและหันกลับไปให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานเดิมของตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้เอื้อให้ราคาสัญญาข้าวสาลีปรับตัวสูงขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันตลาดข้าวสาลียังคงเผชิญปัญหาอุปทานส่วนเกินระดับโลกและการส่งออกที่ซบเซา
นอกจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ขณะนี้เทรดเดอร์ยังจับตาดูว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงและราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรอเมริกันในการแบ่งสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้อย่างไร