ภาวะการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT ในวันพุธ (15 เม.ย.) สัญญาพืชปิดบวกทั้งกระดาน นำโดยข้าวโพดและถั่วเหลือง หลังมีฝนตกหนักในแถบมิดเวสต์ของสหรัฐฯ จนเป็นอุปสรรคต่อการลงพื้นที่เพาะปลูกช่วงต้นฤดู ขณะที่เกษตรกรตัดสินใจชะลอการขายผลผลิตเพื่อรอดูสถานการณ์
ทั้งนี้ สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 8.25 เซนต์ หรือ +1.86% ปิดที่ 4.5125 ดอลลาร์/บุชเชล ซึ่งเป็นระดับราคาสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. สัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 0.50 เซนต์ หรือ +0.08% ปิดที่ 6.0175 ดอลลาร์/บุชเชล และสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 9.00 เซนต์ หรือ +0.78% ปิดที่ 11.6700 ดอลลาร์/บุชเชล
ดอน รูส ประธานบริษัทโบรกเกอร์สินค้าโภคภัณฑ์ U.S. Commodities ระบุว่า ขณะนี้ตลาดได้บวกราคาชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) จากปัญหาสภาพอากาศเข้าไปแล้ว พร้อมกับเสริมว่า "จริงอยู่ที่ฝนส่งผลดีต่อพืชผล แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลน"
นอกจากประเด็นสภาพอากาศแล้ว เกษตรกรยังต้องแบกรับต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน ส่งผลให้หลายรายตัดสินใจกักตุนผลผลิตและชะลอการขายออกไปก่อนเพื่อรอจังหวะราคาปรับตัวสูงขึ้น ด้านบรรดากองทุนต่าง ๆ ก็เริ่มชะลอการล้างสถานะ (Liquidation) เพื่อรอดูความชัดเจนของสภาพอากาศเช่นกัน
Commodity Weather Group คาดการณ์ว่า การเพาะปลูกในแถบมิดเวสต์จะชะลอตัวลงอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์หน้า แต่สถานการณ์น่าจะฟื้นตัวได้ดีในช่วงต้นเดือนพ.ค. สอดคล้องกับรายงานสภาพอากาศรายวันของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ที่ระบุว่า สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้การทำเกษตรช่วงต้นฤดูล่าช้า แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวดินในพื้นที่ที่เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตภัยแล้ง
สำหรับอุปสงค์ถั่วเหลืองในสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดยข้อมูลจากสมาคมผู้แปรรูปพืชน้ำมันแห่งชาติ (NOPA) ชี้ว่า ปริมาณการสกัดถั่วเหลืองของสหรัฐฯ ในเดือนมี.ค. พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นอันดับสองเป็นประวัติการณ์ แม้จะยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ก็ตาม ขณะเดียวกัน USDA มีกำหนดรายงานยอดขายเพื่อการส่งออกรายสัปดาห์ในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.)
ในส่วนของข้าวสาลี ราคาขยับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ โดยได้รับอานิสงส์จากแรงซื้อทางเทคนิคของตลาดข้าวโพด ผนวกกับความกังวลเรื่องสภาพอากาศที่แห้งแล้งในพื้นที่ราบเกรตเพลนส์ (U.S. Plains)
อย่างไรก็ตาม วิตอร์ พิสโตยา นักวิเคราะห์จาก Rabobank ประเมินว่า สต๊อกธัญพืชโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอาจเป็นปัจจัยกดดันไม่ให้ราคาพุ่งขึ้นแรงนักไปจนถึงช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายและต้นทุนปัจจัยการผลิตที่พุ่งสูง ได้สร้างความเสียหายต่อปริมาณผลผลิตมากน้อยเพียงใด