สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 4% ในวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าการปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านเริ่มลดน้อยลง ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ จะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และลดโอกาสที่จะเกิดภาวะชะงักงันด้านอุปทานน้ำมัน
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 2.83 ดอลลาร์ หรือ 4.56% ปิดที่ 59.19 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 2.76 ดอลลาร์ หรือ 4.15% ปิดที่ 63.76 ดอลลาร์/บาร์เรล
ปธน.ทรัมป์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่สำคัญในอิหร่านว่า การสังหารผู้ชุมนุมประท้วงได้ยุติลงแล้ว และทางการอิหร่านไม่มีแผนที่จะประหารชีวิตประชาชน ขณะเดียวกันทำเนียบขาวจะจับตาสถานการณ์ในอิหร่านอย่างใกล้ชิดต่อไป
สื่อรายงานว่า สหรัฐฯ ได้ลดระดับการเตือนภัยด้านความมั่นคงที่ฐานทัพอากาศอัลอูเดอิดของสหรัฐฯ ในกาตาร์แล้ว โดยเครื่องบินสหรัฐฯ ที่เคลื่อนย้ายออกจากฐานทัพในช่วงก่อนหน้านี้ กำลังทยอยกลับสู่ฐาน โดยรายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเรซา อามิรี โมกาดัม เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงอิสลามาบัด เปิดเผยว่า ปธน.ทรัมป์ได้แจ้งต่อทางการอิหร่านว่า เขาจะไม่โจมตีอิหร่าน และได้เรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านใช้ความยับยั้งชั่งใจ นอกจากนี้ เอกอัคราชทูตกล่าวว่า เขาได้รับข้อมูลบ่งชี้ว่าปธน.ทรัมป์ไม่ต้องการทำสงคราม และเรียกร้องให้อิหร่านหลีกเลี่ยงการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาค
จิม รีด นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank แสดงความเห็นว่า ตลาดมองว่าความเห็นของปธน.ทรัมป์เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ อาจชะลอการตอบโต้ทางทหารต่ออิหร่าน พร้อมกับกล่าวว่า อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันที่มีความสำคัญมากกว่าเวเนซุเอลา โดยผลิตน้ำมันคิดเป็นราว 4% ของอุปทานน้ำมันโลกในปี 2566 ดังนั้น ความเคลื่อนไหวในอิหร่านจึงมีศักยภาพที่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตลาดน้ำมันโลก
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) ซึ่งระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 3.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 9 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3.6 ล้านบาร์เรล