สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (23 เม.ย.) หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าสงครามอิหร่านอาจยืดเยื้อ และการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกายังคงไม่แน่นอน หลังมีรายงานความขัดแย้งในรัฐบาลอิหร่าน
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.89 ดอลลาร์ หรือ 3.11% ปิดที่ 95.85 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 3.16 ดอลลาร์ หรือ 3.1% ปิดที่ 105.07 ดอลลาร์/บาร์เรล
สถานีวิทยุของอิสราเอลรายงานว่า โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ลาออกจากการเป็นผู้นำคณะเจรจาสันติภาพ โดยการลาออกของกาลิบาฟสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองสายแข็งและสายกลางในรัฐบาลอิหร่าน นอกจากนี้ การลาออกของกาลิบาฟยังถูกมองว่าเป็นชัยชนะของกลุ่มสายแข็ง
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า อิหร่านได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยล่าสุดหน่วยคอมมานโดของอิหร่านได้บุกยึดเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ พร้อมกับเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงและทำลายเรือทุกลำของอิหร่านที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่านในมหาสมุทรอินเดีย โดยเรือลำดังกล่าวชื่อว่า Majestic X กำลังขนส่งน้ำมันจากอิหร่านและมุ่งหน้าไปยังเมืองโจวชาน ประเทศจีน
นอกจากนี้ สำนักข่าว Fars ของอิหร่านรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศในกรุงเตหะรานและเมืองอื่น ๆ อีกหลายแห่งของอิหร่านได้ยิงสกัดเป้าหมาย หลังตรวจพบโดรนขนาดเล็กบินเหนือน่านฟ้า โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีรายงานว่า รัฐบาลอิหร่านส่งโดรนโจมตีกลุ่มต่อต้านชาวเคิร์ดที่กบดานอยู่ในฐานทัพอิรัก
ทั้งนี้ แม้ว่าปธน.ทรัมป์ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านตามคำร้องขอของปากีสถาน แต่อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลกต่อวัน ก่อนที่สงครามอิหร่านจะเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาดัลลัสเปิดเผยว่า ผลสำรวจผู้บริหารบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวน 120 แห่งในเดือนนี้ พบว่า 39% คาดการณ์ว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติภายในเดือนส.ค. และ 26% คาดว่าการสัญจรตามปกติผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นภายในเดือนพ.ย.ปีนี้ โดยการสำรวจจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 15-20 เม.ย.