สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ (8 พ.ค.) หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านทำการโจมตีทางอากาศระหว่างกัน แต่ราคาลดช่วงบวกลง เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่าอาจมีการหยุดยิงนานขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดและทำให้การขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 61 เซนต์ หรือ 0.64% ปิดที่ 95.42 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 1.23 ดอลลาร์ หรือ 1.23% ปิดที่ 101.29 ดอลลาร์/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสัญญาปรับตัวลงมากกว่า 6% ในรอบสัปดาห์นี้
กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านปะทะกันในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกโจมตีอีกครั้ง และสหรัฐฯ กำลังรอการตอบสนองจากอิหร่านต่อข้อเสนอเพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งเริ่มจากการโจมตีทางอากาศร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันพฤหัสบดีว่า ข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลอยู่ และพยายามลดทอนความรุนแรงของเหตุปะทะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ ทรัมป์ได้ย้ำคำขู่เรียกร้องให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์
คณะกรรมาธิการกำกับดูแลสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐฯ (CFTC) กำลังสอบสวนการซื้อขายน้ำมันมูลค่ารวม 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เกิดขึ้นก่อนการประกาศสำคัญของทรัมป์เกี่ยวกับความขัดแย้งกับอิหร่าน
การซื้อขายส่วนใหญ่เป็นการเปิดสถานะขาย (short position) หรือการเดิมพันว่าราคาจะลดลงในตลาด Intercontinental Exchange (ICE) และ Chicago Mercantile Exchange (CME) และเกิดขึ้นไม่นานก่อนที่ทรัมป์จะประกาศเกี่ยวกับการเลื่อนการโจมตี, ข้อตกลงหยุดยิง หรือการเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับอิหร่าน ซึ่งล้วนส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง