สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.) ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน ขณะที่นักลงทุนประเมินสถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน หลังจากมีรายงานที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับข้อตกลงขยายเวลาการหยุดยิงระหว่างสองประเทศ
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 22 เซนต์ หรือ 0.25% ปิดที่ 88.90 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 58 เซนต์ หรือ 0.62% แตะที่ 93.71 ดอลลาร์/บาร์เรล
ในช่วงแรกของการซื้อขาย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ต่างก็พุ่งขึ้นกว่า 2% หลังจากมีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้โจมตีฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ โจมตีเมืองท่าบันดาร์ อับบาส ทางตอนของอิหร่าน
ราคาน้ำมันผันผวนในเวลาต่อมา หลังจากมีรายงานที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับข้อตกลงขยายเวลาการหยุดยิงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยสำนักข่าว Axios ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ รายงานว่า คณะเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งครอบคลุมถึงการขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้การขนส่งเชิงพาณิชย์ดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ และอิหร่านจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่อยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ เนื้อหาของ MOU ยังระบุว่า สหรัฐฯ จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนต่ออิหร่าน โดยจะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือบางส่วนของอิหร่าน และอนุญาตให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันในวงจำกัด ในขณะที่อิหร่านจะให้คำมั่นว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์, จะหารือเกี่ยวกับการจำกัดหรือระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และจะเจรจาเกี่ยวกับการกำจัดหรือเจือจางคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเปิดเผยกับสื่อว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังคงต้องได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่สำนักข่าวทาสนิมของอิหร่านรายงานในเวลาต่อมาว่า ร่าง MOU ฉบับนี้ยังไม่ได้รับการสรุปหรือยืนยัน
ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) ซึ่งระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 3.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 4.1 ล้านบาร์เรล