สื่อกัมพูชา Khmer Times รายงานในวันนี้ (29 ส.ค.) ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งสาส์นแสดงความขอบคุณถึง สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กรณีเสนอชื่อตนเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมยกย่องบทบาทของผู้นำกัมพูชาที่ช่วยให้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งช่วยรักษาชีวิตผู้คนนับพันจากเหตุปะทะรุนแรงชายแดน
ในจดหมายลงวันที่ 20 ส.ค. ซึ่งสมเด็จฯ ฮุน มาเนต ได้เผยแพร่ข้อความบางส่วนผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อค่ำวันพุธที่ผ่านมา (27 ส.ค.) นั้น ปธน.ทรัมป์ระบุว่า การได้รับการเสนอชื่อครั้งนี้ถือเป็น "เกียรติอย่างยิ่ง"
"นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านเพื่อช่วยยุติการสู้รบกับประเทศไทย" ปธน.ทรัมป์ระบุในจดหมาย "ผมเห็นได้ชัดว่าท่านเป็นผู้นำที่เข้มแข็งซึ่งให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์และสันติภาพ ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงที่ยุติการสู้รบอันเลวร้ายและช่วยชีวิตผู้คนนับพัน"
ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชาว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญทางการทูต และเสริมว่า "บัดนี้ เราสามารถมุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับสองประเทศอันยิ่งใหญ่ของเราได้แล้ว"
จดหมายฉบับนี้นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการถึงบทบาทของปธน.ทรัมป์ในการเป็นตัวกลางเจรจาจนนำไปสู่การยุติการสู้รบบริเวณชายแดนเมื่อช่วงต้นเดือนนี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นจดหมายถึงคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ เพื่อเสนอชื่อปธน.ทรัมป์เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลถึงบทบาทสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
สมเด็จฯ ฮุน มาเนต ระบุในจดหมายเสนอชื่อว่า "การเสนอชื่อครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความซาบซึ้งส่วนตัวของข้าพเจ้า แต่ยังเป็นความรู้สึกขอบคุณจากใจจริงของประชาชนชาวกัมพูชา" พร้อมยกย่อง "บทบาททางการทูตอันโดดเด่นและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์" ของปธน.ทรัมป์ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอัลเฟรด โนเบล
ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร (26 ส.ค.) โดยย้ำถึงบทบาทอันเด็ดขาดของประธานาธิบดีที่ทำให้เหตุปะทะยุติลงอย่างรวดเร็ว "ท่านประธานาธิบดีเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์และบอกให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง และภายใน 72 ชั่วโมง การสู้รบก็ยุติลง คุณก็รู้ว่าไม่มีผู้นำคนไหนในโลกที่จะทำเช่นนี้ได้"
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การหยุดยิงยังคงเปราะบาง โดยทั้งสองฝ่ายยังคงกล่าวหากันไปมาว่ามีการละเมิดข้อตกลงสงบศึกที่ลงนามกัน ณ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.