อาลี ลารีจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงอิหร่าน ได้ออกมาเตือนสหรัฐฯ ไม่ให้เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวจะทำลายเสถียรภาพในภูมิภาคและส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เอง
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะดำเนินการทันทีหากทางการอิหร่าน "สังหารผู้ประท้วงที่ชุมนุมโดยสงบ"
เลขาธิการสภาความมั่นคงอิหร่านยืนยันว่า อิหร่านมีการแยกแยะระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการที่ออกมาประท้วงตามสิทธิ กับกลุ่มที่ก่อเหตุจลาจลและทำลายทรัพย์สิน พร้อมเตือนว่าการแทรกแซงจากสหรัฐฯ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคปั่นป่วน และจะย้อนกลับมาทำลายผลประโยชน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ เอง
นอกจากนี้ เขายังกล่าวเสริมว่าเส้นทางที่มีความเสี่ยงในปัจจุบันนั้นเริ่มต้นโดยทรัมป์ พร้อมฝากถึงชาวอเมริกันให้เฝ้าระวังความปลอดภัยของเหล่าทหารของตนเอง
ทั้งนี้ เหตุปะทะกันระหว่างการประท้วงใน 2 จังหวัดของอิหร่านตลอดช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับบาดเจ็บ 13 นาย
สำหรับการประท้วงครั้งนี้เริ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ หลังกลุ่มเจ้าของร้านค้า พ่อค้าในตลาด และนักศึกษา ต่างพากันออกมารวมตัวตามท้องถนนในหลายเมือง พร้อมตะโกนข้อความต่อต้านรัฐบาลและวิจารณ์สภาวะเศรษฐกิจ หลังจากค่าเงินของอิหร่านดิ่งลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเหตุการณ์ประท้วงครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุจลาจลทั่วประเทศในปี 2565 ที่มีชนวนเหตุมาจากการเสียชีวิตของ มาห์ซา อามินี หญิงสาววัย 22 ปีที่ถูก "ตำรวจศีลธรรม" ควบคุมตัวโทษฐานสวมผ้าคลุมศีรษะไม่เหมาะสม
สหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกระทรวงการต่างประเทศได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชี X เมื่อวันพุธว่า รู้สึกกังวลต่อรายงานการใช้ความรุนแรงและการจับกุมผู้ประท้วง พร้อมเรียกร้องให้ทางการอิหร่านยุติการปราบปรามประชาชน