ความรุนแรงจากการประท้วงในอิหร่านทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10 ราย ขณะที่การชุมนุมซึ่งมีชนวนจากปัญหาเศรษฐกิจยังคงขยายตัวไปทั่วประเทศโดยไม่มีสัญญาณยุติ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งภายในประเทศและท่าทีแข็งกร้าวจากสหรัฐฯ
เหตุเสียชีวิตล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาเตือนรัฐบาลเตหะรานเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ม.ค. ว่า หากมีการใช้ความรุนแรงสังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ สหรัฐฯ จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างไรหรือเมื่อใด แต่ถ้อยแถลงดังกล่าวได้จุดชนวนความไม่พอใจในหมู่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งตอบโต้ด้วยการข่มขู่ว่าจะโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
การประท้วงที่ดำเนินมาแล้วราว 1 สัปดาห์ นับเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดในอิหร่านนับตั้งแต่ปี 2565 หลังการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี หญิงวัย 22 ปี ระหว่างถูกควบคุมตัวโดยตำรวจ ซึ่งเคยก่อให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การชุมนุมในระลอกปัจจุบันยังไม่แพร่หลายหรือรุนแรงเทียบเท่าการประท้วงในครั้งนั้น ซึ่งมีชนวนจากกรณีการสวมฮิญาบไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของทางการ
ด้านรัฐบาลพลเรือนภายใต้ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ซึ่งมีแนวคิดปฏิรูป พยายามส่งสัญญาณเปิดทางสู่การเจรจากับผู้ประท้วง แต่เปเซชเคียนยอมรับว่า เขามีอำนาจจำกัดในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐมีมูลค่าสูงถึงราว 1.4 ล้านเรียล ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จุดประกายความไม่พอใจในสังคม
แม้การชุมนุมเริ่มต้นจากปัญหาเศรษฐกิจ แต่เสียงเรียกร้องของผู้ประท้วงจำนวนมากได้ขยายไปสู่การต่อต้านระบอบการปกครองเชิงศาสนาของอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลเตหะรานยังเผชิญความยากลำบากในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดสงครามกับอิสราเอลในเดือนมิ.ย. ซึ่งสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมโจมตีเป้าหมายนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย