ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่า ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน จะต้องจ่ายภาษีในอัตรา 25% สำหรับการทำธุรกิจใด ๆ กับสหรัฐฯ
ปธน.ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลในวันจันทร์ (12 ม.ค.) ว่า "คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ทันที ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน จะต้องจ่ายภาษี 25% สำหรับธุรกิจทุกประเภทที่ทำกับสหรัฐอเมริกา" และเสริมว่า "คำสั่งนี้ถือเป็นคำสั่งเด็ดขาดและสิ้นสุด"
สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ตุรกี และเยอรมนี เป็นประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ของอิหร่าน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นก็ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่านด้วยเช่นกัน
แถลงการณ์ล่าสุดถือเป็นการยกระดับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับอิหร่าน โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ปธน.ทรัมป์ได้ขู่ซ้ำหลายครั้งว่ารัฐบาลของเขากำลังพิจารณา "ทางเลือกที่รุนแรงมากหลายทาง" ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน
การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ขณะที่รัฐบาลอิหร่านยังคงเดินหน้ากวาดล้างผู้ชุมนุม โดยข้อมูลล่าสุดจากหน่วยข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านในขณะนี้มีมากกว่า 500 ราย
การประท้วงดังกล่าวยังได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าแทรกแซงอิหร่าน หลังจากปธน.ทรัมป์กล่าวว่า หากอิหร่านใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงที่ชุมนุมอย่างสันติ สหรัฐฯ จะเข้าช่วยเหลือประชาชนเหล่านี้
ด้าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเตือนว่า อิหร่านจะโจมตีฐานทัพทหารของสหรัฐฯ หากปธน.ทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่ที่จะเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประท้วง นอกจากนี้ อิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้ปลุกปั่นความวุ่นวายในครั้งนี้