สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ (FT) ว่า สหภาพยุโรป (EU) กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าวงเงิน 9.3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือจำกัดการเข้าถึงตลาดของบริษัทสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่จะขึ้นภาษีสินค้าจากยุโรปจากปมขัดแย้งเรื่องการซื้อเกาะกรีนแลนด์
รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ EU กำลังเร่งร่างมาตรการดังกล่าวเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับผู้นำยุโรป ก่อนที่จะมีการประชุมสำคัญร่วมกับปธน.ทรัมป์ ในเวทีเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์นี้
เดิมที EU ได้จัดทำบัญชีรายชื่อสินค้าที่จะเรียกเก็บภาษีไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ได้ชะลอการบังคับใช้ไว้จนถึงวันที่ 6 ก.พ. เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามการค้า แต่เมื่อความขัดแย้งข้ามแอตแลนติกทวีความรุนแรงขึ้นจากกรณีเกาะกรีนแลนด์ ตัวแทนสมาชิก EU จึงได้หารือกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ม.ค.) เพื่อนำมาตรการนี้กลับมาพิจารณาใหม่ ควบคู่ไปกับการหารือเรื่องการใช้ "มาตรการต่อต้านการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ" (Anti-Coercion Instrument) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ ในยุโรป
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก 8 ประเทศยุโรปที่ตกเป็นเป้าหมายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงจุดยืนเคียงข้างเดนมาร์กและกรีนแลนด์อย่างเต็มที่
ก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) โดยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 10% สำหรับสินค้าจาก 8 ประเทศดังกล่าว เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. พร้อมเตือนว่าจะปรับขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. และจะคงอัตราภาษีนี้ไว้จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงในการ "ซื้อขาด" เกาะกรีนแลนด์
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์มีกำหนดเข้าร่วมการประชุม WEF ในวันพุธและพฤหัสบดีนี้ (21-22 ม.ค.) โดยคาดว่าจะมีการหารือส่วนตัวกับผู้นำยุโรป รวมถึงเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) และเข้าร่วมประชุมกับกลุ่มประเทศตะวันตกที่สนับสนุนยูเครน