โต เลิม ผู้นำสูงสุดของเวียดนาม ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามต่ออีกหนึ่งสมัยเป็นเวลา 5 ปี ในวันนี้ (23 ม.ค.) ภายหลังได้รับมติเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการกลางพรรค พร้อมประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนาม
โต เลิม ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่พรรคทั้ง 180 คนของคณะกรรมการที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ในช่วงสิ้นสุดการประชุมสมัชชาพรรค ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 5 ปี เพื่อกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และตัดสินใจเรื่องโครงสร้างผู้นำของประเทศที่ปกครองโดยพรรคการเมืองเดียว
ก่อนการลงคะแนนเสียง โต เลิม ได้ให้คำมั่นที่จะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับเลขสองหลัก โดยภายหลังได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง โต เลิม ได้แถลงต่อที่ประชุมว่าต้องการสร้างระบบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ความสามารถ ความกล้าหาญ และสมรรถนะ โดยจะมีการประเมินผลการดำเนินงานจากผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง
นอกจากนี้ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยังได้รับรองมติในช่วงท้ายของการประชุม โดยตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีอย่างน้อย 10% ไปตลอดทศวรรษ (จนถึงปี 2573) พร้อมทั้งแต่งตั้งสมาชิกกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ชุดใหม่จำนวน 19 คน ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของประเทศ
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ฝั่ม มิญ จิ๊ญ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม ไม่ปรากฏอยู่ในรายชื่อสมาชิกโปลิตบูโรชุดนี้ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์รัฐบาล ขณะที่ฟาน วัน ซาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับสองของประเทศ มีชื่ออยู่ในลำดับล่าง ๆ
ในช่วงที่โต เลิม ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างอย่างครอบคลุมซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวได้รับเสียงวิจารณ์จากการที่ข้าราชการพลเรือนหลายหมื่นคนต้องพ้นจากตำแหน่งในช่วงที่มีการเร่งกระบวนการตัดสินใจและลดขั้นตอนราชการ
เล ห่ง เหียบ นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน ISEAS Yusof Ishak ระบุว่า โต เลิม มีการเตรียมความพร้อมอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยอาศัยประสบการณ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะดำเนินกลยุทธ์จนสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของระบบการเมืองในปี 2567 ในช่วงที่เหงียน ฟู้ จ่อง อดีตผู้นำผู้ล่วงลับกำลังประสบปัญหาสุขภาพ
ในการแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาพรรค โต เลิม ในวัย 68 ปี ยืนยันว่าจะรักษาเอกภาพภายในพรรค และมีรายงานว่ากำลังพิจารณาเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีควบคู่อีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศผลการตัดสินใจอย่างเป็นทางการในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม เล ห่ง เหียบ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าความพยายามควบรวมสองตำแหน่งสำคัญ ซึ่งคล้ายคลึงกับโมเดลของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนนั้น อาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบผู้นำร่วมและการตรวจสอบคานอำนาจภายในที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเวียดนาม
สำหรับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 10% ต่อปีจนถึงปี 2573 ที่โต เลิม ประกาศต่อหน้าผู้แทนพรรคภายใต้รูปปั้นโฮจิมินห์นั้น ถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าคาดการณ์ของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งประเมินว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 6.5% ต่อปีในปี 2569 และ 2570
ทั้งนี้ โต เลิม ตั้งเป้าบรรลุความสำเร็จดังกล่าวด้วยการเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจของเวียดนาม จากเดิมที่พึ่งพาแรงงานราคาถูกและการส่งออกมานานหลายทศวรรษ ไปสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 โดยใช้การส่งเสริมนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นกลไกสำคัญ