รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ใส่ยูเครนในช่วงคืนวันศุกร์ต่อเนื่องถึงเช้าวันนี้ (24 ม.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากคณะผู้แทนของยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ จัดการประชุมไตรภาคีครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น และเห็นพ้องให้เดินหน้าการเจรจาต่อเนื่องตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้
กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนพุ่งเป้าไปที่กรุงเคียฟ ทำให้ต้องเปิดระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขณะที่ผู้สื่อข่าวของ CNN ในพื้นที่รายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งตลอดช่วงการโจมตี
วิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟเปิดเผยว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บ 4 ราย โดยเศษซากจากการโจมตีทำให้เกิดไฟไหม้และอาคารได้รับความเสียหาย อีกทั้งบางพื้นที่ของเมืองยังประสบปัญหาระบบทำความร้อนและน้ำประปาขัดข้อง
ขณะเดียวกัน เมืองคาร์คิฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ถูกโจมตีเช่นกัน โดยการโจมตีสร้างความเสียหายต่อโรงพยาบาลแม่และเด็ก รวมถึงหอพักสำหรับผู้พลัดถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 คน ตามการเปิดเผยของ อีฮอร์ เทเรคอฟ นายกเทศมนตรีเมืองคาร์คิฟ
การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นาน หลังจากคณะผู้แทนของยูเครนและรัสเซียเสร็จสิ้นการเจรจาวันแรกกับผู้แทนสหรัฐฯ ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นการหารือร่วมกันครั้งแรกในรูปแบบไตรภาคีนับตั้งแต่เกิดสงคราม
ในการประชุมครั้งนี้ รัสเซียส่งคณะผู้แทนทางทหารซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงและผู้อำนวยการข่าวกรองทางทหาร ขณะที่ยูเครนส่งผู้เจรจาระดับสูงซึ่งประกอบด้วยนักการทูตและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ส่วนสหรัฐฯ มีตัวแทนคือ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ และจอช กรูเอนบอม ที่ปรึกษาทำเนียบขาว
คาดว่าประเด็นหลักของการเจรจามุ่งเน้นไปที่เรื่องดินแดน โดยเฉพาะภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุ แม่น้ำสายสำคัญ และพื้นที่เกษตรกรรม รัสเซียเรียกร้องมาโดยตลอดให้ยูเครนยอมสละพื้นที่บางส่วนของดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของเคียฟ ซึ่งยูเครนปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มแรงกดดันให้ยูเครนยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่ายว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจเอื้อประโยชน์ให้กับรัสเซียมากกว่า