รัฐสภานอร์เวย์ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นให้คงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้มีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับราชวงศ์ที่พัวพันกับคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีสหรัฐ
ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภาจำนวน 141 ราย จากทั้งหมด 169 ราย ลงคะแนนเสียงสนับสนุนการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ ขณะที่สมาชิก 26 ราย ลงคะแนนเห็นชอบให้ยุติการครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ และเชื้อพระวงศ์ผู้สืบราชสันตติวงศ์
ฝ่ายที่สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เหตุผลว่า สถาบันกษัตริย์ช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ประเทศ เนื่องจากอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ขณะที่ฝ่ายคัดค้านโต้แย้งว่า อำนาจทางการเมืองที่แท้จริงอยู่ที่รัฐสภาและรัฐบาล ขณะที่อภิสิทธิ์ที่สืบทอดทางสายเลือดของราชวงศ์ไม่สอดคล้องกับหลักการของสังคมประชาธิปไตย
การลงมติในรัฐสภาดังกล่าวมีขึ้น ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของราชวงศ์นอร์เวย์และนายเอปสตีน
หนังสือพิมพ์ VG รายงานว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกกล่าวถึงในเอกสารคดีเอปสตีนมากกว่า 1,000 ครั้ง โดยเอกสารชุดใหม่ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงเมตเต-มาริตกับนายเอปสตีน นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของบริษัท Verian ยังพบว่า ชาวนอร์เวย์ 47.6% ไม่ต้องการให้เจ้าหญิงเมตเต-มาริตขึ้นเป็นราชินีในอนาคต
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ทำการเผยแพร่เอกสารในคดีของนายเอปสตีน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศ รวมถึงการล่วงละเมิดต่อเด็ก โดยมีเอกสารมากกว่า 3 ล้านหน้า รวมถึงวิดีโอกว่า 2,000 รายการ และภาพกว่า 180,000 ภาพ
เอกสารดังกล่าวมีการกล่าวถึงบุคคลจากหลากหลายประเทศจำนวนหลายสิบราย ทั้งสมาชิกของราชวงศ์ นักธุรกิจ นักการทูต และนักวิจัย โดยกลุ่มบุคคลใกล้ชิดของนายเอปสตีนมีทั้งนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน