เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่า ยูเครนจำเป็นต้องดำรงสถานะรัฐที่เป็นกลางและไม่เป็นภัยคุกคาม หากต้องการอยู่ร่วมกับรัสเซียในฐานะประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาว
ลาฟรอฟให้สัมภาษณ์กับสื่อรัสเซียในวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) ว่า "ยูเครนต้องเป็นมิตร อาจไม่จำเป็นต้องเป็นพันธมิตร แต่ต้องเป็นกลางและไม่เป็นภัย"
นอกจากนี้ ลาฟรอฟยังเรียกร้องให้ยูเครนเคารพสิทธิของประชาชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน ไม่เพียงสิทธิในการเข้าถึงปัจจัยดำรงชีพ เช่น อาหาร น้ำ และความอบอุ่นเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิด้านภาษา การศึกษา และศาสนาด้วย
ลาฟรอฟย้ำว่า การทำข้อตกลงใด ๆ ของยูเครนต้องไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงรัฐธรรมนูญของยูเครน ซึ่งรับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในยูเครน
รมว.ต่างประเทศรัสเซียยังกล่าวด้วยว่า รัสเซียได้แจ้งต่อสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่องและชัดเจนว่า สิ่งที่รัสเซียให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหายูเครนไม่ใช่เรื่องดินแดน หากแต่เป็นประชาชน โดยเฉพาะชาวรัสเซียที่อาศัยอยู่ในพื้นดังกล่าว ซึ่งใช้ภาษารัสเซีย เลี้ยงดูบุตรหลานด้วยภาษารัสเซีย และมีส่วนพัฒนาดินแดนเหล่านี้มายาวนานหลายศตวรรษ
ขณะเดียวกัน ลาฟรอฟยังวิจารณ์แผนสันติภาพของยูเครนที่ประธานาธิบดียูเครนกล่าวอ้างถึง ซึ่งรัสเซียได้เห็นเพียงบางส่วน เนื่องจากไม่ปรากฏสาระเกี่ยวกับการฟื้นฟูสิทธิของชาวรัสเซียและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในยูเครน รวมถึงการคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนา พร้อมย้ำชัดว่า เสรีภาพด้านภาษาและศาสนาเป็นหลักการที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังการเจรจารอบที่ 2 ระหว่างผู้แทนจากรัสเซียและยูเครน โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นคนกลาง ได้เสร็จสิ้นลงแล้วในวันพฤหัสบดี ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในประเด็นหลัก ๆ เช่น การจัดการเรื่องดินแดนและการหยุดยิง