ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านแสวงหา "แนวทางทางการทูต" ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลาย ภายหลังการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังกรุงเตหะราน
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการรัฐสภาวันนี้ (2 มี.ค.) นายกฯ ทาคาอิจิได้เรียกร้องให้อิหร่านยุติการกระทำใด ๆ ที่ "บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาค" ซึ่งรวมถึงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่เธอกล่าวว่า "ไม่อาจยอมรับได้อย่างเด็ดขาด" ตลอดจนการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน
"เราจะทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์โดยเร็ว และจะเดินหน้าใช้ความพยายามทางการทูตที่จำเป็นทุกวิถีทาง" นายกฯ ทาคาอิจิกล่าว โดยสงวนท่าทีที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดของญี่ปุ่น
ด้านโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวต่อที่ประชุมสภาไดเอทว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานชาวญี่ปุ่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในอิหร่าน โดยปัจจุบันมีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในอิหร่านราว 200 คน และอีกประมาณ 7,700 คน พำนักอยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่ถูกอิหร่านโจมตี
ขณะเดียวกัน มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในฐานะโฆษกรัฐบาล แถลงข่าวว่า ญี่ปุ่นพร้อมที่จะส่งกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) เพื่อปฏิบัติการอพยพพลเมืองออกจากภูมิภาคดังกล่าว โดยสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำอิสราเอลมีแผนจะจัดรถบัสเพื่อการอพยพอย่างเร็วที่สุดในวันนี้ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า การจัดการอพยพคนจำนวนมากในอิหร่านนั้นทำได้ยาก เนื่องจากท่าอากาศยานปิดให้บริการและเส้นทางภาคพื้นดินมีความอันตราย
ด้วยการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอย่างหนัก ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรและมีความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่านมาอย่างยาวนาน จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเสถียรภาพในภูมิภาคนี้
คิฮาระระบุว่า ญี่ปุ่นประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในทันที โดยปัจจุบันมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอสำหรับการบริโภค 254 วัน ซึ่งรวมถึงปริมาณสำรองของภาคเอกชน และมีก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำรองสำหรับใช้งานราว 3 สัปดาห์
นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลยังระบุว่า รัฐบาลโตเกียวจะงดเว้นการให้ "ความเห็นชี้ขาดทางกฎหมาย" ต่อปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เนื่องจาก "เรายังไม่อยู่ในจุดที่จะทราบข้อเท็จจริงในรายละเอียดได้อย่างถี่ถ้วน"
ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดต่อสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญยิ่งของญี่ปุ่น หลังจากที่การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้กระตุ้นให้อิหร่านเปิดการโจมตีชาติต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียนอกเหนือจากอิสราเอล
สื่อทางการอิหร่านรายงานอ้างกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เมื่อวันอาทิตย์ (1 มี.ค.) ว่า ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ และอังกฤษอย่างน้อย 3 ลำในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลการเดินเรือว่า มีเรือกว่า 200 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและ LNG ทอดสมออยู่รอบช่องแคบฮอร์มุซและน่านน้ำโดยรอบเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกำจัด "ภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้น" จากรัฐบาลอิหร่าน
ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีทหารอเมริกันเสียชีวิต 3 นาย และบาดเจ็บสาหัส 5 นาย ซึ่งถือเป็นการสูญเสียกำลังพลของสหรัฐฯ ครั้งแรกที่ได้รับการยืนยันจากปฏิบัติการ "Operation Epic Fury" ที่พุ่งเป้าจัดการอิหร่าน