ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะจัดหาการประกันภัยและส่งกองเรือรบไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ในขณะที่ความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมกันนั้น ได้ลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง และมีความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก
ปธน.ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียในวันอังคาร (3 มี.ค.) ว่า เขาได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (DFC) จัดหาประกันภัยความเสี่ยงทางการเมือง และการค้ำประกันความมั่นคงทางการเงินสำหรับการค้าทางทะเลให้แก่บริษัทขนส่งทุกแห่งในราคาที่สมเหตุสมผลมากที่สุด โดยคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ในทันที
ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นในขณะนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่าการประกันภัยดังกล่าวจะพร้อมให้บริการเป็นพิเศษสำหรับเรือบรรทุกพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย และเสริมว่า หากจำเป็น กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มทำการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางการขนส่งน้ำมันที่พลุกพล่านมากที่สุดในโลก และรัฐบาลของเขากำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีพลังงานไหลเข้าสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในบรรดาประเทศที่พึ่งพาทรัพยากรพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างมากนั้น ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบถึง 95% จากภูมิภาคนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน
การประกาศดังกล่าวของปธน.ทรัมป์ มีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และบรรดาผู้นำระดับสูงบางส่วนเสียชีวิต ซึ่งจุดชนวนให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกกลางซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก
ด้านอิหร่านได้ทำการตอบโต้ด้วยการโจมตีโรงงานพลังงานในภูมิภาค และเตือนว่า เรือทุกลำที่พยายามจะเดินทางผ่านช่องแคบจะถูกจุดไฟเผา
ด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มผันผวนมากขึ้นในขณะนี้ ปธน.ทรัมป์ยังได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี ว่า เจ้าหน้าที่หลายคนที่ถูกมองว่ามีโอกาสที่จะขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน ได้เสียชีวิตแล้วในปฏิบัติการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ และอิสราเอล
เมื่อผู้สื่อข่าวถามความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในอิหร่าน ปธน.ทรัมป์ตอบว่า คือการที่มีใครบางคนที่เลวร้ายพอ ๆ กับอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก้าวขึ้นมาปกครองประเทศ
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ยังไม่ได้กล่าวต่อสาธารณะว่าใครควรจะเป็นผู้นำอิหร่านในอนาคต โดยเขากล่าวเพียงว่า "คนส่วนใหญ่ที่เราคาดไว้ต่างก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว...ที่จริงยังมีอีกกลุ่ม แต่พวกเขาก็อาจเสียชีวิตไปแล้วเช่นกันตามรายงานที่ได้รับ ดังนั้นผมเดาว่าน่าจะมีกลุ่มคลื่นลูกที่สามเข้ามาในไม่ช้า เราอาจไม่รู้จักใครเลยสักคน"
"เราคงต้องรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนอื่นเราต้องจัดการเรื่องทางทหารให้เสร็จสิ้นเสียก่อน" ปธน.ทรัมป์กล่าว