ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหมของญี่ปุ่น แถลงในวันนี้ (13 มี.ค.) ว่า ญี่ปุ่นควรเร่งหารือเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน และสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้พลิกโฉมวิธีการสู้รบไปจากเดิม
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมปรับปรุงแก้ไขเอกสารว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติในช่วงต่อไปของปีนี้ เพื่อเสริมแกร่งศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่โคอิซูมิระบุว่า เป็นสภาวะด้านความมั่นคงที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
โคอิซูมิกล่าวกับนักข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า "ในการรุกรานยูเครน (ของรัสเซีย) เทคโนโลยีโดรนได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน"
"กองทัพสหรัฐฯ มีแผนจัดซื้อโดรนอย่างน้อยหนึ่งล้านลำในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ดังนั้นเราต้องพิจารณาแนวทางดำเนินการ โดยคำนึงถึงขนาดการจัดซื้อของประเทศต่าง ๆ ด้วย" โคอิซูมิกล่าวทั้งนี้ ญี่ปุ่นกำลังดำเนินการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมาก ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีนและเกาหลีเหนือ
โคอิซูมิยังระบุด้วยว่า กองกำลังป้องกันตนเองได้เริ่มรับมอบขีปนาวุธโทมาฮอว์กจากสหรัฐฯ และขีปนาวุธโจมตีร่วมจากนอร์เวย์แล้ว ตามเป้าหมายของญี่ปุ่นในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศระยะไกล ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้ โดยขีปนาวุธเหล่านี้สามารถยิงจากระยะที่อยู่นอกรัศมีการยิงของศัตรูได้
"ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของเรา รวมถึงขีปนาวุธระยะไกล ถือว่ายังอยู่ในขั้นต่ำของระดับที่จำเป็นสำหรับการป้องกันตนเอง ซึ่งจะใช้เฉพาะกรณีที่ถูกโจมตีด้วยอาวุธจากประเทศอื่นเท่านั้น และไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อประเทศอื่น ๆ" โคอิซูมิกล่าว