อิหร่านได้ใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน มินา อัล-อาห์มาดี (Mina Al-Ahmadi) ของคูเวต ในวันนี้ (20 มี.ค.) ส่งผลให้โรงกลั่นเกิดเพลิงไหม้ โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่หลายประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับเผชิญกับการตอบโต้จากอิหร่าน
สำนักข่าวคูเวตรายงานว่า การโจมตีด้วยโดรนหลายครั้งของอิหร่านได้มุ่งเป้ามาที่โรงกลั่นน้ำมันมินา อัล-อาห์มาดี ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังพยายามควบคุมเปลวเพลิง ขณะที่สายการผลิตบางส่วนภายในโรงกลั่นจำเป็นต้องระงับการทำงานชั่วคราว
ส่วนเมื่อวานนี้ (19 มี.ค.) คูเวต ปิโตรเลียม คอร์ปอเรชัน (KPC) ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐบาลคูเวต และเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันชั้นนำของโลก ยืนยันว่าถูกโดรนโจมตีส่วนปฏิบัติการในโรงกลั่นน้ำมันหลักสองแห่งของประเทศ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
KPC ระบุในแถลงการณ์ว่า จุดที่ถูกโดรนโจมตีเมื่อวานนี้คือ ส่วนปฏิบัติการในโรงกลั่นมินา อับดุลลาห์ (Mina Abdullah) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทในเครืออย่างคูเวต เนชันแนล ปิโตรเลียม คอมพานี (KNPC)
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าอิหร่านยังคงเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง รวมถึงการโจมตีนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan Industrial City) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อให้เกิดความเสียหายและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานต่อเนื่องไปอีกหลายปี โดยอิหร่านได้โจมตีพื้นที่ดังกล่าวเพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ของอิหร่าน
ซาอัด อัล-คาบี ซีอีโอของบริษัทกาตาร์เอเนอร์จี (QatarEnergy) กล่าวว่า การโจมตีของอิหร่านได้ทำให้ขีดความสามารถในการส่งออกก๊าซ LNG ของกาตาร์ลดลงถึง 17% เป็นระยะเวลา 3-5 ปี
ทั้งนี้ การโจมตีตอบโต้กันไปมาต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซที่สำคัญทั่วตะวันออกกลางนั้น ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ของซาอุดีอาระเบียคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะระดับ 180 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากภาวะชะงักงันด้านอุปทานยืดเยื้อไปจนถึงเดือนเม.ย.