โมห์เซน เรซาอี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านจะยังคงเดินหน้าทำสงครามกับสหรัฐฯ ต่อไปจนกว่าข้อเรียกร้องทั้งหมดจะได้รับการตอบสนอง ซึ่งรวมถึงค่าปฏิกรรมสงครามเต็มจำนวน การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการรับประกันว่าจะไม่มีการแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน
อดีตผบ. IRGC กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ IRIB TV ของรัฐบาลอิหร่าน เมื่อวันจันทร์ (23 มี.ค.) พร้อมระบุว่า นี่คือการตัดสินใจของประชาชนชาวอิหร่าน, โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด และกองทัพ
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ถ้อยแถลงของอดีตผบ. IRGC มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ถอนคำขู่ที่จะโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านภายใน 48 ชั่วโมง โดยปธน.ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้หารือกันอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์เป็นอย่างมากเกี่ยวกับการยุติความบาดหมางทั้งหมดของทั้งสองฝ่ายในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเด็ดขาด
อย่างไรก็ดี เรซาอี ซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาวินิจฉัยความเหมาะสมแห่งอิหร่าน ได้กล่าวเตือนด้วยว่า หาก "ผู้รุกราน" มุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน การตอบโต้จากรัฐบาลเตหะรานจะรุนแรงยิ่งกว่าหลักการ "ตาต่อตา" แต่จะยกระดับเป็น "หัวต่อตา"
"พวกคุณจะเป็นอัมพาตและจมลงในอ่าวเปอร์เซีย" เรซาอีกล่าวทั้งนี้ อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีร่วมกันในกรุงเตหะรานและเมืองอื่น ๆ ของอิหร่านอีกหลายแห่งเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด ผู้บัญชาการทหารระดับสูง และพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อิหร่านเปิดฉากตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและส่งฝูงโดรนเข้าโจมตีฐานทัพตลอดจนสินทรัพย์ต่าง ๆ ของอิสราเอลและสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง