สำนักข่าวเกียวโดรายงานในวันนี้ (25 มี.ค.) ว่า ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แสดงความสนับสนุนต่อการที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะพิจารณาระบายน้ำมันจากคลังสำรองร่วมกันเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาการชะงักงันในตลาดพลังงานอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล กับฝ่ายอิหร่าน
ในระหว่างการประชุมร่วมกันที่กรุงโตเกียว นายกฯ ทาคาอิจิได้ร้องขอให้ ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการบริหารของ IEA "เตรียมความพร้อม หากเป็นไปได้ สำหรับการระบายน้ำมันสำรองร่วมกันเพิ่มเติม" ของ 32 ประเทศสมาชิก "ในกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อ"
อุปทานพลังงานที่มีเสถียรภาพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อญี่ปุ่น เนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 90% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด
นับตั้งแต่สงครามระหว่างฝ่ายอิหร่านกับฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลปะทุขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนก.พ. อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยมีน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลกถูกขนส่งผ่านเส้นทางนี้ ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวและกระตุ้นให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น
เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ประเทศสมาชิก IEA ได้เริ่มระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์รวมกว่า 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ที่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ
ข้อมูลจากข่าวประชาสัมพันธ์ของ IEA ระบุว่า ในการระบายน้ำมันสำรองร่วมกันครั้งนี้ ญี่ปุ่นได้ระบายน้ำมันจำนวน 79.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากเป็นอันดับสองในบรรดาสมาชิก IEA รองจากสหรัฐฯ ที่ระบายน้ำมัน 172.2 ล้านบาร์เรล
"เพื่อปกป้องชีวิตของประชาชนและภาคอุตสาหกรรมของเรา เราจะร่วมมือกับ IEA อย่างเต็มที่" นายกฯ ทาคาอิจิกล่าวกับบิรอล ขณะที่ผู้อำนวยการ IEA ได้แสดงความขอบคุณสำหรับ "ความเป็นผู้นำ" ของทาคาอิจิ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระดับนานาชาติในการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สำหรับในประเทศญี่ปุ่นนั้น การระบายน้ำมันสำรองของภาคเอกชนเพื่อการใช้งานในระยะเวลา 15 วัน ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา ตามด้วยการระบายน้ำมันจากคลังสำรองของรัฐบาลเพื่อการใช้งานเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งมีกำหนดเริ่มในวันพฤหัสบดีนี้ (26 มี.ค.)
ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2568 ญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองราว 470 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการบริโภคในประเทศเป็นเวลา 254 วัน โดยในจำนวนนี้เป็นคลังสำรองของรัฐบาล 146 วัน คลังสำรองของภาคเอกชน 101 วัน และส่วนที่เหลือเป็นการจัดเก็บร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน