เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 มี.ค.) สหรัฐอเมริกาอ้างว่าได้หารือกับอิหร่านเพื่อยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ แต่อิหร่านออกมาปฏิเสธทันควันว่าไม่มีการเจรจาเกิดขึ้นแต่อย่างใด หลังจากนั้นเพียงหนึ่งวัน มีรายงานว่าสหรัฐฯ ได้ส่งแผนสันติภาพ 15 ข้อให้กับอิหร่านผ่านทางปากีสถาน เพื่อทำข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 1 เดือน
สถานีโทรทัศน์ Channel 12 ของอิสราเอลรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันข้อเสนอให้หยุดการสู้รบทันที โดยกำหนดกรอบเวลา 30 วันเพื่อสรุปแผน 15 ข้อให้เสร็จสิ้น เพื่อยุติความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่
แล้วแผนหยุดยิง 15 ข้อของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน มีอะไรที่ควรรู้บ้าง?
*แผน 15 ข้อ
แผนดังกล่าวเรียกร้องให้อิหร่านระงับขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมทั้งหมด และให้คำมั่นสัญญาอย่างถาวรว่าจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ อิหร่านจะต้องหยุดการให้เงินทุนและติดอาวุธให้กับกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค และรับประกันว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง ขณะเดียวกัน อิหร่านต้องจำกัดการผลิตขีปนาวุธ และจำกัดการใช้งานในอนาคตเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน สหรัฐฯ เสนอที่จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่ออิหร่าน ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนในเมืองบูเชห์ร ทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร และยกเลิกการใช้กลไก "snapback" ซึ่งเป็นกลไกที่เปิดทางให้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติต่ออิหร่านซึ่งเคยถูกยกเลิกไปแล้วนั้น สามารถกลับมาบังคับใช้ได้อีกครั้ง
*สหรัฐอเมริกา
เกี่ยวกับแผน 15 ข้อที่มีการรายงานออกมานั้น แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ข้อมูลบางส่วนในรายงานยังไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุเพียงว่า "ทำเนียบขาวไม่เคยยืนยันแผนการทั้งหมด มีบางส่วนที่เป็นความจริง แต่บางเรื่องที่ดิฉันอ่านก็ไม่เป็นความจริงทั้งหมด"
*อิหร่าน
สื่อหลายสำนักรายงานในวันพุธ (25 มี.ค.) โดยอ้างอิงจากสถานีโทรทัศน์ Press TV ของรัฐบาลอิหร่านว่า อิหร่านได้พิจารณาแผน 15 ข้อของสหรัฐฯ แล้ว และมองว่า "มากเกินไป" ขณะเดียวกัน อิหร่านยืนยันว่าจะปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าเงื่อนไขของตนเองจะได้รับการตอบสนอง และจะยุติสงคราม "ในเวลาที่เลือกเอง"
อิบราฮิม ซอลฟาการี โฆษกของกองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา (Khatam al-Anbiya) ของอิหร่าน ปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมตกลงกับสหรัฐฯ พร้อมกับเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดปกปิดความพ่ายแพ้ของตนเองด้วยการเรียกว่า "ข้อตกลง" และเสริมว่า "อำนาจเชิงยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายศัตรูเคยอวดอ้างนั้น ได้กลายเป็นความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ไปแล้ว"
เขาเน้นย้ำว่า การที่สถานการณ์จะกลับไปเป็นเหมือนในอดีตได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของอิหร่าน พร้อมเสริมว่า ความปกติสุขจะกลับคืนมาได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ขจัดความคิดที่จะ "กระทำการใด ๆ ที่เป็นภัยต่อชาติอิหร่าน" ออกไปจากใจอย่างสิ้นเชิงเสียก่อน
*อิสราเอล
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งคัดค้านการทำข้อตกลงใด ๆ ก็ตามกับอิหร่าน ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแผนสันติภาพดังกล่าว แต่ยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลต่ออิหร่าน "ยังคงดำเนินไปอย่างเต็มที่ ตรงกันข้ามกับสิ่งที่สื่อรายงาน"
กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่าได้โจมตีและสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโรงงานวิจัยและพัฒนาเรือดำน้ำและระบบใต้น้ำในเมืองอิสฟาฮานของอิหร่านเมื่อวันอังคาร และได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่สองระลอกต่ออาคารของรัฐบาลในกรุงเตหะราน
*เยอรมนี
โยฮันน์ วาเดอฟูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ขานรับความพยายามทางการทูตที่เกิดขึ้น พร้อมกับแสดงความหวังว่าการเจรจาอาจมีโอกาสประสบความสำเร็จ
"นับเป็นเรื่องน่าชื่นชมที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เลื่อนการยื่นคำขาดต่ออิหร่านออกไปหลายวัน และขณะนี้กำลังพยายามเจรจา" วาเดอฟูลกล่าวที่กรุงเบอร์ลิน พร้อมกับเรียกร้องให้อิหร่านตัดสินใจอย่างรอบคอบและตอบรับข้อเสนอของสหรัฐฯ "หากยังมีช่องทางหรือโอกาสทางการทูต เราควรเปิดโอกาสให้กับการเจรจา"
*สหประชาชาติ
อันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวในวันพุธ เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอล ยุติสงครามกับอิหร่าน โดยระบุว่า "ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติสงคราม เพราะความทุกข์ทรมานของประชาชนทวีความรุนแรงขึ้น จำนวนพลเรือนที่เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น และผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลกก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ"
ขณะเดียวกัน เขาเรียกร้องให้อิหร่านหยุดโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน โดยกล่าวว่า "ข้อความจากผมถึงอิหร่านคือให้หยุดโจมตีประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้"