รายงานข่าวการส่งกองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ไปยังอิหร่านในขณะที่ความขัดแย้งเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด รวมถึงบรรดานักวิเคราะห์ที่ออกมาแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลเสียทางการเมืองต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้
* ยุทธการ "Boots on the Ground" ยกพลขึ้นบก
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (24 มี.ค.) ซีบีเอส นิวส์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะส่งกำลังพลส่วนหนึ่งจากกองพลส่งทางอากาศที่ 82 (82nd Airborne Division) ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง รายงานระบุว่า กำลังพลที่จะถูกส่งไปจะประกอบด้วยหน่วยบัญชาการและกองกำลังภาคพื้นดินบางส่วน โดยคาดว่าจำนวนทหารไม่เกิน 1,500 นาย
ขณะที่ล่าสุด หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมที่ทราบแผนการดังกล่าวว่า เพนตากอนกำลังพิจารณาส่งทหารภาคพื้นดินสูงสุด 10,000 นายไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มทางเลือกทางการทหารให้กับประธานาธิบดี แม้ว่าทรัมป์กำลังพิจารณาเรื่องการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลอิหร่านด้วยก็ตาม
รายงานข่าวระบุเพิ่มเติมว่า กองกำลังชุดนี้น่าจะประกอบด้วยหน่วยทหารราบและยานเกราะ ซึ่งจะเข้าไปสมทบกับกำลังนาวิกโยธินราว 5,000 นาย และทหารพลร่มอีกหลายพันนายจากกองพลส่งทางอากาศที่ 82 ที่ได้รับคำสั่งให้เข้าไปประจำการในพื้นที่ดังกล่าวก่อนหน้านี้แล้ว
* สัญญาณอันตรายต่อฐานเสียง MAGA
การตัดสินใจดังกล่าวอาจสร้างความไม่พอใจให้กับฐานเสียงกลุ่ม MAGA (Make America Great Again) ของทรัมป์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าไม่สนับสนุนการทำสงครามในต่างแดน ซึ่งพวกเขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และไม่ได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนอเมริกัน
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่านจะมีความเสี่ยงสูงมากต่อชีวิตทหารอเมริกัน และมีโอกาสเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เนื่องจากครอบครัวทหารจำนวนมากเป็นส่วนหนึ่งของฐานเสียง MAGA ซึ่งคนกลุ่มนี้ระวังตัวเกี่ยวกับการทำสงครามต่างแดนที่จะนำชีวิตคนที่พวกเขารักไปเสี่ยง
"การส่งทหารราบลงพื้นที่ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ทหารของเราตกอยู่ในอันตรายอย่างมาก และอาจนำไปสู่การบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับทรัมป์ ผู้ซึ่งหาเสียงด้วยนโยบายยุติสงครามและลดบทบาทของอเมริกาในสมรภูมิต่าง ๆ ทั่วโลก" แดร์เรลล์ เวสต์ นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันบรูกกิงส์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว
นอกจากนี้ สงครามอิหร่านยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กลุ่มสนับสนุน MAGA กำลังเฝ้ารอให้ทรัมป์ผลักดันนโยบายภายในประเทศตามที่เคยสัญญาไว้ พวกเขาจึงกลัวว่า การทำสงครามโดยใช้ทหารราบอาจดึงความสนใจและงบประมาณไปจากนโยบายเหล่านั้น
* แรงกดดันก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ล่อแหลมก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งพรรครัฐบาลมักจะเสียที่นั่งในสภาคองเกรส เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ เหล่านักวิจารณ์ทางการเมืองจึงเชื่อว่า แม้ไม่มีประเด็นสงครามมาเกี่ยวข้อง การเลือกตั้งกลางเทอมก็เป็นงานยากสำหรับพรรครีพับลิกันอยู่แล้ว และการแสดงท่าที "กลับไปกลับมา" ของทรัมป์ในประเด็นสงครามจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้ยิ่งแย่ลง
เคลย์ แรมเซย์ นักวิจัยจากศูนย์ศึกษานานาชาติและความมั่นคงแห่งมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ กล่าวว่า "อุปสรรคใหญ่ในการเลือกตั้งจะมาจากการโจมตีอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการยกพลขึ้นบก สหรัฐฯ อาจมีทหารและยุทโธปกรณ์ที่ยอดเยี่ยม แต่เราขาดการฝึกฝน" เขายังเสริมด้วยว่า ผู้ที่เคยลงคะแนนให้ทรัมป์ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567 ส่วนหนึ่งอาจเลือกที่จะไม่ออกไปใช้สิทธิในเดือนพฤศจิกายน หากสงครามอิหร่านยังดำเนินต่อด้วยการใช้กองกำลังทหารราบ
ทางด้าน คริสโตเฟอร์ กัลดิเอรี ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากวิทยาลัยเซนต์แอนเซล์ม แสดงความเห็นว่า "หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่ม MAGA จำนวนมากตัดสินใจไม่ไปลงคะแนน แค่ปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียวก็อาจทำลายโอกาสของพรรครีพับลิกันในเขตเลือกตั้งสำคัญ ๆ"
* บทเรียนจากอดีตและความสับสนของผู้นำ
นับตั้งแต่ปี 2544 สหรัฐฯ ตกอยู่ในสภาวะสงครามที่ยืดเยื้อมาโดยตลอด ตั้งแต่การบุกอัฟกานิสถานซึ่งกินเวลากว่าสองทศวรรษ และการสู้รบในอิรักนานถึง 9 ปี จนกระทั่งล่าสุดกับสงครามยูเครน ซึ่งบรรดานักจัดรายการพอดแคสต์สาย MAGA อาทิ ทัคเกอร์ คาร์ลสัน นิยามว่าเป็น "สงครามตัวแทน" ของสหรัฐฯ ต่อรัสเซีย
ชาวอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สนับสนุน MAGA จึงเริ่มเหนื่อยหน่ายกับสงคราม และต้องการให้นำภาษีของพวกเขาไปใช้จ่ายในด้านอื่นมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์เองยังคงสร้างความสับสน โดยเมื่อวันอังคารเขาเพิ่งประกาศว่า "เราชนะสงครามนี้แล้ว" แต่ในขณะเดียวกันกลับมีรายงานว่า วอชิงตันพยายามยื่นแผนการ 15 ข้อเพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว