ทำเนียบขาวเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สนใจแนวคิดดึงประเทศอาหรับเข้ามาช่วยแบกรับค่าใช้จ่ายจากการทำสงครามกับอิหร่าน ขณะที่การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งยังคงเดินหน้าต่อไป
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศอาหรับจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า ไม่ขอแสดงท่าทีแทนประธานาธิบดี แต่ยืนยันว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทรัมป์ให้ความสนใจ และมีแนวโน้มจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเพิ่มเติมในระยะต่อไป
ส่วนความคืบหน้าการเจรจา เลวิตต์ระบุว่า ท่าทีของอิหร่านที่แสดงต่อสาธารณะมีความแตกต่างจากสิ่งที่สื่อสารกับเจ้าหน้าที่สหรัฐเป็นการภายใน โดยระบุว่าอิหร่านได้เห็นพ้องกับข้อเสนอของสหรัฐฯ บางประการในการหารือแบบไม่เปิดเผย
เลวิตต์ชี้ว่า แม้อิหร่านจะแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสาธารณะและมีรายงานข่าวที่คลาดเคลื่อน แต่การเจรจายังคงดำเนินต่อไปและมีความคืบหน้าในทิศทางที่ดี โดยสิ่งที่แถลงต่อสาธารณะย่อมแตกต่างจากสิ่งที่สื่อสารกันเป็นการภายใน
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ทรัมป์ออกมาเตือนว่า สหรัฐฯ จะทำลายโรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน และเกาะคาร์กของอิหร่าน หากอิหร่านยังคงไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามกับสหรัฐฯ โดยมองว่า "ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง" และได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอล
ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยต่อสภาคองเกรสก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลใช้งบประมาณกว่า 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 6 วันแรกของสงคราม อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมค่าเสียหายจากการสู้รบและค่าใช้จ่ายในการทดแทนอาวุธยุทโธปกรณ์
ส่วนรายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลที่อ้างข้อมูลจาก อีเลน แมคคัสเกอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ด้านงบประมาณของเพนตากอน ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากความเสียหายและการทดแทนความสูญเสีย อาจอยู่ที่ราว 1.4 พันล้านถึง 2.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 3 สัปดาห์แรกของสงคราม