นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น และประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย บรรลุข้อตกลงในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของญี่ปุ่นในการยกระดับความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อคานอิทธิพลของจีนในภูมิภาค
ในการแถลงข่าวร่วมหลังการหารือที่กรุงโตเกียววันนี้ (31 มี.ค.) นายกฯ ทาคาอิจิเปิดเผยว่า ผู้นำทั้งสองประเทศได้ยืนยันจุดยืนที่สอดคล้องกันในการรับมือกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับฝ่ายอิหร่านได้สร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านอุปทานพลังงาน และดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้น
การหารือครั้งนี้ถือเป็นการพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นายกฯ ทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค. ปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลญี่ปุ่นรับปากจะช่วยอินโดนีเซียพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงทางทะเล
นายกฯ ทาคาอิจิกล่าวว่า ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียเป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านที่มีสายสัมพันธ์ฉันมิตรมายาวนาน" ขณะที่ปธน.ปราโบโวกล่าวยกย่องความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่าเป็น "แบบอย่าง" ที่ดีเยี่ยมสำหรับนานาชาติ
ผู้นำอินโดนีเซียยังระบุด้วยว่า ทั้งสองประเทศควร "ก้าวเดินไปด้วยกัน" ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยอันตราย พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะช่วย "ลดความตึงเครียด" ซึ่งเป็นนัยว่าหมายถึงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมองว่าความร่วมมือกับอินโดนีเซียเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันวิสัยทัศน์อินโด-แปซิฟิก "ที่เสรีและเปิดกว้าง" ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลโตเกียวใช้เพื่อตอบโต้การขยายอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจของจีน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียได้กระชับความร่วมมือทางทหารอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมรบร่วม หรือการที่ญี่ปุ่นมอบยุทโธปกรณ์ผ่านกรอบ "ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการ" ให้แก่กลุ่มประเทศที่มีจุดยืนเดียวกัน
ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ได้สร้างความสั่นคลอนอย่างหนักต่อความมั่นคงทางพลังงานในเอเชีย เนื่องจากน้ำมันส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้ถูกกองกำลังอิหร่านปิดกั้นไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แหล่งข่าวทางการเปิดเผยกับสำนักข่าวเกียวโดว่า ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยกว่า 90% นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่อินโดนีเซียพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าวราว 20-25%
ปธน.ปราโบโวเดินทางเยือนกรุงโตเกียวอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (30 มี.ค.) ผู้นำอินโดนีเซียได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ และมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ แห่งญี่ปุ่นด้วย